ecommerceIQ เผย 8 แนวโน้มพลิกโฉมอีคอมเมิร์ซอาเซียน

ecommerceIQ หน่วยธุกิจวิจัยของเอ คอมเมิร์ซ คาดการณ์แนวโน้มธุรกิจอีคอมเมิร์ซในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยแนวโน้มแรก แบรนด์จะให้น้ำหนักกับการรวบรวมข้อมูล ขยับสู่การใช้ข้อมูลให้ได้ประโยชน์สูงสุด (Data Utilization) ด้วยความสามารถของช่องทางออนไลน์ ทำให้แบรนด์เข้าถึงข้อมูลลูกค้า ผ่านแชท โซเชียลมีเดีย และเว็บไซต์ตนเอง ซึ่งช่วยการติดตาม จัดเก็บ มอนิเตอร์ และบริหารจัดการข้อมูลแบบเรียลไทม์

จากข้อมูลทั่วโลก 73% ของแบรนด์​วางแผนการจัดสรรงบอีคอมเมิร์ซไปในบริการข้อมูลและวิเคราะห์ในปีนี้ การสำรวจของ ecommerceIQ แบรนด์จะค้นหาผู้ที่รวบรวมข้อมูล เพื่อยุบรวมข้อมูลไว้ในที่เดียว เพื่อให้สะดวกต่อการสืบค้นข้อมูลและใช้การมองหาเป้าหมาย รีทาร์เก็ต และนำเสนอสินค้าและบริการตอบโจทย์เฉพาะบุคคล

ในจีน อะลีบาบาและเจดีดอทคอมจะใช้ข้อมูลออนไลน์มาปรับปรุงคลังสินค้า และประสบการณ์ผู้ใช้ที่เข้าไปยังสาขา

แนวโน้มที่ 2 โซเชียลคอมเมิร์ซจะกลายเป็นหน้าร้านใหม่ของแบรนด์

ค่ายโซเชียลเน็ตเวิร์กยักษ์ใหญ่ ทั้ง Facebook, Instagram, Pinterest ต่างก็พัฒนาฟีเจอร์ให้ลูกค้าสามารถซื้อสินค้าได้ ล่าสุด LINE ก็เข้าซื้อ Sellsuki สตาร์ทอัพที่บริหารจัดการโซเชียลคอมเมิร์ซ ทั้งยังได้ร่วมทุนกับ 3 ธนาคารพาณิชย์ เพื่อเสนอเงินกู้เฉพาะให้กลุ่มเอสเอ็มอี ทั้งเริ่มเห็นแบรนด์ใหญ่บางราย เช่น ลอรีอัล ได้ใช้โซเชียลเพจที่มีฟีเจอร์ “ช้อป” ให้ลูกค้าสั่งซื้อสินค้าโดยตรงจากเพจ

แนวโน้มที่ 3 อีมาร์เก็ตเพลสเปิดตัวบริการใหม่สร้างความต่าง

ผู้เล่นปัจจุบันที่ประสบความสำเร็จในอีคอมเมิร์ซ​ในประเทศที่พัฒนาแล้ว ส่วนใหญ่จะสามารถควบคุมซัพพลายเชน เช่น JD.com พัฒนาซัพพลายเชนของตนเอง ทำให้ขยายสเกลเทคโนโลยี และเสนอจุดยืน การเป็น Retail -as -a-Service เพื่อให้แบรนด์และร้านค้าปลีกทำธุรกิจออนไลน์ ฟากอะลีบาบาเองก็มีอีโคซิสเต็มส์ เครือข่ายโลจิสติกส์ ไช่เหนี่ยว (Cainiao) ด้านการเงินผ่านแอนท์ ไฟแนนเซียล และธุรกิจบันเทิง รูปแบบเดียวกันก็กำลังเกิดขึ้นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น ลาซาด้า ที่มีโลจิสติกส์ผ่าน FBL ช้อปปี้เองก็มีแผนจะทำโลจิสติกส์ของตนเอง

มีอีมาร์เก็ตเพลสอีกจำนวนมากที่มีบริการใหม่เพื่อดึงร้านค้าเข้ามา Qoo10 จากสิงคโปร์ มีแผนจะเปิดตัว QuuBee ที่ใช้บล็อกเชนเบสมาทำอีคอมเมิร์ซ​ โดยใช้ประโยชน์จากบล็อกเชนที่จะลดค่าธรรมเนียมการโพสต์ขายสินค้า ซึ่งจะช่วยให้ผู้ขายมีกำไรที่เพิ่มและทำให้การค้าขายยั่งยืนขึ้น ในอินโดนีเซีย Tokopedia เตรียมเสนอบริการ “Infrastructure-As-a-Service”จากเงินลงทุนที่เพิ่มเข้ามา 1.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และยังมีแผนใช้เอไอสำหรับบริการลูกค้า ทั้งให้บริการตรวจสอบเครดิตสำหรับร้านค้าที่มองหาสินเชื่อเพื่อขยายธุรกิจ

Facebook ก็ขยับเข้าสู่การทำอีคอมเมิร์ซผ่านการเปิดฟีเจอร์ Marketplaceในไทยและสิงคโปร์ และล่าสุดยังเป็นพันธมิตรกับธนาคารกสิกรไทย ที่จะให้ชำระเงิน Zilingo อีมาร์เก็ตเพลส แฟชั่น ได้รับเงินทุน 226 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หลังจากดำเนินการสร้างเครือข่ายซัพพลายเชนแฟชั่น ที่ให้ร้านค้าขนาดเล็กและใหญ่ เข้ามาขายได้

แนวโน้มที่ 4 แบรนด์เริ่มใช้การรีวิวและคอนเทนต์สร้างโดยผู้ใช้เพื่อชนะใจลูกค้า การเปิดทางให้ผู้ใช้รีวิวสินค้า หรือแสดงความคิดเห็นในมาร์เก็ตเพลส ซึ่งช่วยให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อง่ายขึ้น ผู้ซื้อจะมองหาความคิดเห็นของผู้ใช้จริงที่คนซื้อก่อนหน้าเขียนรีวิวไว้ ซึ่งเดิมจะไม่ค่อยมีให้เห็นในแพลตฟอร์มอีคอมเมิร​์ซของอาเซียน ต่างจากอะเมซอนที่มีเพจสำหรับคนรีวิวยอดนิยม

แนวโน้มที่ 5 แบรนด์​จะใช้กลยุทธ์​ Direct-to-Consumer ตรงสู่ผู้ซื้อมากขึ้นเพื่อให้เข้าถึงข้อมูลลูกค้า แบรนด์จะเริ่มใช้กลยุทธ์​ Direct-to-Consumer (DTC) เพื่อให้ได้ข้อมูลเชิงลึกของพฤติกรรมความต้องการของผู้ซื้อ โดย 89% ของบริษัทจะแข่งขันประสบการณ์ของลูกค้า ทำให้การได้ข้อมูลเชิงลึกจะเป็นประโยชน์อย่างมาก

วิธีการของแบรนด์ที่ใช้ DTC จะใช้การให้บอกรับสมาชิกที่เสนอความสะดวกสบาย ความต้องการเฉพาะบุคคล และราคาที่ลดลง เพื่อสร้างความจงรักภักดีกับแบรนด์ของตนเอง ตัวอย่าง Nescafe Dolce Gusto เสนอเครื่องชงกาแฟฟรี แลกกับการบอกรับสมาชิก 1 ปี ซึ่งนอกจากยอดขายจะเพิ่มขึ้น ยังพบด้วยว่าลูกค้าไม่ได้ยกเลิกการบอกรับสมาชิกแม้เมื่อหมดอายุแล้ว

แนวโน้มที่ 6 จะเห็นกฎระเบียบด้านอีคอมเมิร์ซทั่วทั้งภูมิภาค อีคอมเมิร์ซในอาเซียนยังไม่ถูกควบคุม แต่แนวโน้มรัฐจะเข้ามาควบคุมมากขึ้นในตลาดที่เติบโตสูงนี้ และสร้างความเท่าเทียมการแข่งขันกับผู้ค้าในประเทศที่เสนอผลิตภัณฑ์และบริการดิจิทัล หลายเดือนก่อน รัฐมนตรีเศรษฐกิจของอาเซียน ได้ลงนามข้อตกลงเพื่ออำนวยความสะดวกธุรกรรมอีคอมเมิร์ซในภูมิภาค กระนั้นก็ยังมีความกังวลว่าจะมีการจัดเก็บภาษีนำเข้าสินค้าออนไลน์ในอินโดนีเซียและไทย คาดว่าหากมีการนำภาษีอีคอมเมิร์ซมาใช้ โซเชียลคอมเมิร์ซจะเติบโต เนื่องจากมีช่องว่างที่ไม่ได้ถูกควบคุมอย่างมาร์เก็ตเพลส สิงคโปร์เองก็จะเห็นการช้อปต่างประเทศผ่านออนไลน์ลดลงเนื่องจากมีภาษีสินค้าบริการ หรือ GST เข้ามาจัดเก็บ โดยปัจจุบัน 89% ของธุรกรรมระหว่างประเทศในเอเชียแปซิฟิกมาจากชาวสิงคโปร์ ข้อตกลงอาเซียนที่เกิดขึ้นจะส่งเสริมผู้ประกอบการท้องถิ่นสร้างผลิตภัณฑ์ให้กว้างขวางและตอบสนองตลาดที่หลากหลาย แบรนด์ต้องยืดหยุ่นและมีนวัตกรรมเพื่อปรับตามความชอบของผู้ซื้อ

แนวโน้มที่ 7 Grab และ Go-Jek จะท้าทายผู้ให้บริการขนส่งเพื่อสร้างโอกาสการค้าอิเล็กทรอนิกส์และจัดส่งอาหาร Grab มี Go-Jek เข้ามาบุกตลาดในเวียดนาม สิงคโปร์ และไทย และฝั่งคู่แข่งในมาเลเซีย Dacsee ก็มีแผนเข้าตลาดไทย Go-Jek ได้เงินทุนพันล้านดอลลาร์สหรัฐ จากกูเกิล เทนเซ็นต์​และเจดีดอทคอม Grab ในไทยก็ได้เงินอัดฉีด 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐจากกลุ่มเซ็นทรัล ทำให้ Grab มีมูลค่ากว่า 11,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ปีนี้ จะเห็นคู่แข่งทั้งสองรายขับเคี่ยวทั้งขนส่งผู้โดยสารและส่งอาหาร เพื่อช่วงชิงจุดยืนการเป็น SuperApp โดยรายงานจากกูเกิลและเทมาเส็กจะพบว่า ธุรกิจส่งอาหารจะเติบโต 73% และภายในปี 2025 ธุรกิจส่งอาหารออนไลน์จะโต 36% และบริการขนส่งร่วมคนขับ 23%

แนวโน้มที่ 8 แบรนด์และผู้ค้าปลีกจะเพิ่มการลงทุนในออมนิแชแนล เพื่อเอาชนะผู้เล่นออนไลน์ แบรนด์ใหญ่ต้องขยับออมนิแชแนลมากขึ้น หลังอะลีบาบาและอะเมซอนขยับจากโลกออนไลน์สู่การสร้างร้านค้าปลีกจริง ล่าสุดเจดีดอทคอมเองก็เปิดร้านสะดวกซื้อที่ไม่มีมนุษย์​ในจาร์กาต้า เพื่อใช้ประโยชน์จากฐานข้อมูลมหาศาล เพื่อเสนอข้อมูลเชิงลึกให้กับแบรนด์ เช่น ผลิตภัณฑ์ที่ต้องเก็บสต็อกและโฆษณา โดยเจดี เซ็นทรัลเองก็มีแผนเปิดร้านแนวเดียวกันภายในปี 2020 กลุ่มออนไลน์แฟชั่นเองก็ขยับเปิดร้านจริง เพื่อเข้าถึงลูกค้าให้มากขึ้น ทั้ง Pomelo ของไทย และ Love, Bonito ของสิงคโปร์ แบรนด์ควรสร้างความได้เปรียบจากการมีหน้าร้านและออนไลน์