แอปเปิล-เน็ตฟลิกซ์ สองผู้นำเปลี่ยนโครงสร้างอุตฯ ภาพยนตร์

การที่ค่ายพาราเมาท์ และ A24 ลงนามในสัญญาผลิตภาพยนตร์ให้กับแพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่อย่างเน็ตฟลิกซ์ และแอปเปิล อาจเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นกับวงการภาพยนตร์ของโลกแล้วก็เป็นได้

สิ่งที่สะท้อนออกมาได้ชัดเจนข้อหนึ่ง คือคำให้สัมภาษณ์ของซีอีโอของพาราเมาท์พิกเจอร์อย่าง จิม จิอาโนปูลอส (Jim Gianopulos) ที่ประกาศอย่างภูมิใจว่า ดีลของพาราเมาท์กับเน็ตฟลิกซ์คือความท้าทายใหม่ (หาใช่การดีลกับตัวโปรดิวเซอร์ หรือดารานักแสดงอีกต่อไป) ซึ่งดีลของพาราเมาท์พิกเจอร์เกิดขึ้นตามหลังเหตุการณ์สำคัญอย่างการถอนตัวออกจากแพลตฟอร์มเน็ตฟลิกซ์ของค่ายดิสนีย์ และวอเนอร์บราเธอร์เพื่อมาสร้างบริการสตรีมมิ่งของตนเอง ในขณะที่กลยุทธ์ของพาราเมาท์พิกเจอร์ถูกมองว่าจะทำให้บริษัทกลายร่างเป็นซัพพลายเออร์ ผู้สร้างคอนเทนต์ป้อนให้กับเน็ตฟลิกซ์เต็มรูปแบบ

สำหรับ A24 ซึ่งเป็นอีกหนึ่งบริษัทที่เซ็นสัญญาผลิตภาพยนตร์ให้กับแอปเปิลก็ถูกมองไม่ต่างกัน ทว่าจุดพีคคือ A24 นั้นเป็นบริษัทน้องใหม่อายุ 6 ขวบ แต่พาราเมาท์พิกเจอร์นั้นเป็นบริษัทเก่าแก่อายุกว่า 106 ปี แถมยังอยู่เบื้องหลังการผลิตภาพยนตร์ชื่อดังทั้ง เดอะ ก็อดฟาเธอร์ และทรานสฟอร์มเมอร์มาแล้ว โดยสัญญาระหว่าง A24 ผู้สร้างภาพยนตร์อย่าง Lady Bird, Hereditary, Moonlight และ Eighth Grade กับแอปเปิลเกิดขึ้นก่อนหน้าการลงนามในสัญญาระหว่างพาราเมาท์กับเน็ตฟลิกซ์ไม่นาน ซึ่งหากมองให้ดี ดีลทั้งสองนี้แสดงให้เห็นว่า ความยิ่งใหญ่ของบริษัทผู้ผลิตภาพยนตร์นั้นได้กลายเป็นอดีตไปแล้ว เพราะแทนที่บริษัทผู้ผลิตภาพยนตร์จะเน้นการผลิตเพื่อนำไปจัดจำหน่ายเอง พวกเขาเริ่มกลายเป็น “ซัพพลายเออร์” หรือผู้ที่ผลิตเพื่อขายต่อให้กับบริษัทที่มีเทคโนโลยีในมือ และทำให้เห็นว่า ใครกันแน่ที่จะกลายเป็นยักษ์ใหญ่ตัวต่อไปในวงการฮอลลีวู้ด

นักวิเคราะห์อาวุโสจากบริษัท CFRA Research อย่าง ทูน่า อาโมบิ เผยว่า ปีนี้เป็นปีที่ธุรกิจภาพยนตร์จะมีกระบวนทัศน์ที่เปลี่ยนไป พร้อมชี้ว่า นี่คือการปรับเปลี่ยนครั้งใหญ่ ที่ทุกคนต้องเตรียมทั้งแผนเชิงรับและแผนเชิงรุก ไม่ว่าจะเป็นการที่ดิสนีย์ออกมาซื้อทรัพย์สินของค่ายฟ็อกซ์ หรือการที่พาราเมาท์พิกเจอร์ส่งหนังของตนเองเข้าไปอยู่บนแพลตฟอร์มของเน็ตฟลิกซ์ สำหรับภาพยนตร์เรื่องแรกที่พาราเมาท์จะผลิตให้เน็ตฟลิกซ์ตามสัญญานั้น คาดว่าจะเป็นภาคต่อของหนังเรื่อง To All the Boys I’ve Loved Before ซึ่งในภาคแรกนั้นผลิตโดย Awesomeness ที่ VIACOM ซื้อกิจการมาเมื่อเดือนสิงหาคม และในภาพยนตร์ภาคใหม่ก็จะคงแบนเนอร์ของ Awesomeness ไว้ต่อไป

ส่วนดีลระหว่างแอปเปิลกับ A24 นั้นไม่มีการแจ้งรายละเอียดใดๆ แต่ถ้าย้อนกลับไปดูสิ่งที่แอปเปิลได้เคยประกาศเอาไว้ก่อนหน้านี้ จะพบว่าบริษัทมีแผนจะลงทุนในคอนเทนต์เป็นมูลค่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่ง A24 ก็น่าจะเป็นหนึ่งใน 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐนั้นนั่นเอง

แม้ดีลระหว่างแอปเปิลกับ A24 จะมีมูลค่าน้อยนิดเมื่อเทียบกับสัดส่วนรายได้จากช่องทางอื่นๆ ของแอปเปิล แต่นี่กำลังแสดงให้เห็นว่า อุตสาหกรรมภาพยนตร์กำลังเผชิญความท้าทายจากบริษัทเทคโนโลยีที่มีเงินในมือหลายหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐไปแล้วเป็นที่เรียบร้อย ซึ่งโลกของธุรกิจภาพยนตร์จะเปลี่ยนไปเป็นเช่นไร อีกไม่นานเราคงได้เห็นภาพที่ชัดเจนนี้กันอย่างแน่นอน

Reference: holloywoodreporter.com