เอไอ บล็อกเชน ดีปเทค ฟรอนเทียร์เทค คลื่นลูกใหม่สตาร์ทอัพโลก

ผ่านไปแล้วสำหรับ Techsauce Global Summit 2018 มีผู้เชี่ยวชาญออกมาเล่าถึงแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นในวงการสตาร์ทอัพทั่วโลกที่จะเห็นในอีก 3 ปีข้างหน้า

นีโอ ลิยาเนจ หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์ของ Accelerate สถาบันฝึกอบรมสตาร์ทอัพในฮ่องกง เล่าว่าหลังธุรกิจอีคอมเมิร์ซสตาร์ทอัพเริ่มอิ่มตัว ทำให้ ดีปเทค สตาร์ทอัพ เป็นแนวโน้มที่เติบโตสูงอย่างรวดเร็ว โดยเป็นสตาร์ทอัพที่ใช้งานวิจัยพัฒนาอย่างเข้มข้น และต้องใช้บุคลากรด้านเทคนิคระดับสูงมาก

และเนื่องจากการใช้ technical skill จำนวนมากนี้เอง ทำให้ประเทศสิงคโปร์ เวียดนาม ฟิลิปปินส์ ที่มีบุคลากรด้านโปรแกรมมิ่งและการวิเคราะห์ข้อมูลจะมีความได้เปรียบด้านการสร้างดีปเทค

ส่วนไทยเอง จำเป็นต้องเร่งพัฒนาบุคลากรด้านเทคนิคระดับสูงให้เพิ่มขึ้น เพื่อขยับเข้าสู่ดีปเทค โดยเฉพาะบล็อกเชนด้านการเงิน และเอไอการวิเคราะห์ข้อมูล

อย่างไรก็ตาม ดีปเทคสตาร์ทอัพนั้นยังมีความท้าทายในการใช้เงินทุนและเวลามากกว่าสตาร์ทอัพแบบเดิม ทำให้สตาร์ทอัพในกลุ่มนี้ยังมีจำนวนน้อยมาก แต่ก็มีแนวโน้มอัตราเติบโตสูงและได้รับผลแทนที่สูงกว่าสตาร์ทอัพทั่วไป

นอกจากนี้ กลุ่มสตาร์ทอัพที่มีอยู่ปัจจุบันจำเป็นต้องเร่งปรับใช้ระบบเอไอ เข้ามารวมในสินค้าและบริการที่ได้พัฒนาขึ้น เพื่อให้มีกระบวนการที่เป็นอัตโนมัติมากขึ้น เพราะหากยังมีการใช้งานแบบเดิมแล้วก็จะแข่งขันได้ยาก และถูกคู่แข่งที่ใช้เอไอทิ้งห่างไปจนต้องออกจากธุรกิจไป

ไม่เพียงเท่านั้น เขามองด้วยว่าวงการสตาร์ทอัพจะเริ่มเห็นฟรอนเทียร์เทค (Frontier technology) ที่ล้ำไปกว่าดีปเทค ซึ่งมีการใช้เทคโนโลยีเกิดใหม่ที่อยู่ระหว่างการวิจัยพัฒนา โดยยังไม่นำมาใช้เชิงพาณิชย์ เช่น หุ่นยนต์ ยานยนต์ขับเคลื่อนด้วยตนเอง แมชชีน อินเทลิเจนซ์​ อากาศยานแห่งอนาคต ซึ่งฟรอนเทียร์เทค ยังต้องเผชิญความท้าทายเพื่อให้ผ่านการรับรองจากหน่วยงานผู้กำกับดูแล และการยอมรับจากผู้ใช้งาน

ซอน เดย์พานาซ์ รองประธานฝ่ายพันธมิตรและนวัตกรรม บริษัท พลั๊กแอนด์เพลย์ กล่าวว่า แนวโน้มของการพัฒนาเทคโนโลยีในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ (Property Tech) มุ่งไปที่การใช้ปัญญาประดิษฐ์ แมชชีน เลิร์นนิ่ง และบล็อกเชนในการวิเคราะห์เพื่อออกแบบสร้างที่อยู่อาศัย ออกแบบบริการและระบบที่ตอบสนองผู้บริโภค การก่อสร้างอาคารด้วยความถูกต้องรวดเร็วและตอบสนองความต้องการ สุดท้ายคือการมีระบบบริหารโครงการที่เหมาะสม

แนวโน้มหนึ่งที่กำลังเกิดขึ้นในสหรัฐฯ คือกลุ่มประชากรที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป (Baby Boomer) ไม่นิยมอยู่อาศัยในบ้านพักเดิมของตัวเอง แต่เปลี่ยนไปพักอาศัยในที่อยู่ที่มีขนาดเล็กลงเพื่อความง่ายในการดูแลและประหยัดค่าใช้จ่าย

ขณะที่คนกลุ่มมิลเลนเนียลมีพฤติกรรมที่ไม่ชอบเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยเอง บทบาทของปัญญาประดิษฐ์ จึงมีความจำเป็นในการวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภค