ไอเดียไม่มีวันหมด “แจ็ค หม่า” ลุยธุรกิจกีฬาด้วยบิ๊กดาต้าแล้ว

“แจ็ค หม่า” พ่อมดไอเดียแห่งยุค เผยธุรกิจทำเงินใหม่บนอาณาจักรของอาลีบาบา นั่นคือการดึงโลกของกีฬากับบิ๊กดาต้าให้มาบรรจบกันบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซผ่าน “อาลีสปอร์ต”

ก่อนหน้านี้ อาลีบาบากรุ๊ปได้ทดลองด้วยการให้ผู้ใช้งานสามารถมอนิเตอร์การออกกำลังของตัวเองได้ แต่บริษัทได้ก้าวไปอีกขั้น ด้วยการลงไปจัดแข่งกีฬาอย่างวิ่งมาราธอนด้วยตัวเอง และอาลีบาบาทำได้ครบวงจร ตั้งแต่ถือลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสด และถ่ายทอดรายการนี้ผ่านเว็บไซต์ Youku ของตนเอง นอกจากนั้นยังเก็บข้อมูลผู้ชมและผู้เข้าร่วมกิจกรรม โดยอนุญาตให้ผู้ชมสามารถซื้อบัตรของขวัญแบบเวอร์ชวลเพื่อมอบให้กับนักวิ่งที่ตนเองถูกใจได้ ส่วนในรายการนั้น ยังสามารถขายโฆษณาตั้งแต่รองเท้าวิ่ง ไปจนถึงประกันสุขภาพได้ด้วย

กลยุทธ์นี้ของอาลีบาบาจะถูกนำไปใช้กับอีกหลายประเภทกีฬา ตั้งแต่อีสปอร์ต ฟุตบอล บาสเก็ตบอล ฯลฯ และคาดการณ์ว่าจะทำให้อาลีบาบามีส่วนแบ่งตลาดในอุตสาหกรรมกีฬาของจีนกว่า 5 ล้านล้านหยวน หรือ 23.8 ล้านล้านบาทไทย ภายในปี พ.ศ.2568 (ค.ศ. 2025) เลยทีเดียว

ชาง ดาชอง ซีอีโอของอาลีสปอร์ตกล่าวว่า เราเป็นแพลตฟอร์มที่เก็บบิ๊กดาต้าของวงการกีฬา ดังนั้น ผู้ชมที่ชมรายการบนเว็บไซต์ของเราจะถูกเชื่อมต่อเข้ากับร้านค้าออนไลน์ได้โดยตรง ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในอดีต เป้าหมายของชางคือการขยายธุรกิจให้มีผู้ใช้งานมากกว่า 100 ล้านคนให้ได้ภายในพฤศจิกายนปีหน้า หรือ 3 เท่าเมื่อเทียบกับตัวเลขในปัจจุบัน

สำหรับสำนักงานใหญ่ของอาลีสปอร์ต ตั้งอยู่ในเมืองเซี่ยงไฮ้ โดยออกแบบสำนักงานให้เป็นพื้นที่เปิดกว้าง มีสตูดิโอ และจอบลูสกรีนของตัวเอง เพื่อให้พนักงานได้ถ่ายทำวิดีโอด้วย การขยายตัวไปยังธุรกิจอื่นๆ จำนวนมากยังมีผลดีต่ออาลีบาบาอย่างมาก โดยปัจจุบัน อาลีบาบาอยู่ในหลายธุรกิจ ทั้งคลาวด์, โลจิสติกส์, การท่องเที่ยว, บันเทิง ส่วนแอปฯ อย่างอาลีเพย์ก็มีผู้ใช้งานมากกว่า 700 ล้านคน/เดือน ซึ่งการมีเทคโนโลยีเหล่านี้จากการสนับสนุนของบริษัทแม่ ทำให้บริษัทลูกอย่างอาลีสปอร์ตสามารถนำเทคโนโลยีเช่น Facial Recognition มาใช้ในหังโจวมาราธอน ที่บริษัทจัดขึ้นเมื่อเดือนพฤศจิกายนได้ด้วย โดยบริษัทสามารถคัดแยกนักวิ่ง 11 รายที่ใช้ข้อมูลปลอมในการสมัครออกมาได้นั่นเอง

สำหรับความสำเร็จของอาลีสปอร์ตในตอนนี้ถือว่ายังเป็นช่วงเริ่มต้น เพราะการเข้าถึงอาลีสปอร์ตยังมาจากอาลีเพย์เป็นส่วนใหญ่ แต่ก็ถือว่าเริ่มต้นได้ดี เพราะบริษัทสามารถขายประกันภัยให้กับลูกค้าได้มากกว่า 770,000 ราย เมื่อปลายเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา โดยไม่รับค่าคอมมิชชั่นใดๆ ส่วนการที่ชางเลือกหยิบมาราธอนมาใช้แทนที่จะไปซื้อลิขสิทธิ์ทัวร์นาเมนต์ใหญ่ๆ ราคาแพงๆ มาก็ถือเป็นทางออกที่ชาญฉลาด โดยเขามองว่าการไปซื้อลิขสิทธิ์ราคาแพงในเวลานี้เป็นเรื่องไร้ประโยชน์ เพราะฤดูหนาวมาถึงแล้ว

นั่นคือเหตุผลว่า ทำไมชางเลือกที่จะโฟกัสไปที่การเชื่อมต่อดาต้ากับธุรกิจอื่นๆ ในอาณาจักรอาลีบาบาแทน และนำสิ่งเหล่านั้นไปสร้างโอกาสทางธุรกิจ เช่น การดีลกับแบรนด์อาดิดาสเพื่อให้อาดิดาสสามารถใช้ข้อมูลเหล่านั้นเข้าถึงลูกค้าได้อย่างตรงกลุ่ม โดยข้อมูลจาก The China Internet Network Information Center พบว่า มีชาวจีน 600 ล้านคนรับชมวิดีโอออนไลน์ในเดือนมิถุนายน และ 95% ชมผ่านสมาร์ทโฟน ซึ่งพฤติกรรมนี้แสดงให้เห็นว่า ผู้ชมสามารถมีปฏิสัมพันธ์กับอีเวนต์ได้มากขึ้น รวมถึงโฆษณาด้วย (ซึ่งจะแตกต่างจากสหรัฐอเมริกาที่การรับชมการแข่งขันกีฬาส่วนมากเกิดผ่านหน้าจอทีวี) ดังนั้น การที่แบรนด์มีกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน ก็สามารถประหยัดงบในการยิงโฆษณาได้มากขึ้น รวมถึงอาจส่งคูปองลดราคาไปยังกลุ่มเป้าหมายเพื่อสร้างยอดขายให้เพิ่มขึ้นได้นั่นเอง

“หากคุณชมการแข่งขันกีฬาในอดีต ในฐานะผู้ชม ต่อให้คุณสนใจสินค้าที่โฆษณาอยู่ คุณก็อาจไม่รู้ว่าจะไปหาซื้อได้ที่ไหน แต่ผู้บริโภคทุกวันนี้ สามารถเข้าไปซื้อรองเท้าอาดิดาสในช้อปของทีมอลล์ได้ตั้งแต่พวกเขาเริ่มดูเกมการแข่งขันเลย นี่ต่างหากคือสิ่งที่สุดยอดของวงการอีคอมเมิร์ซในวันนี้” ชางกล่าวปิดท้าย

อ้างอิง: Bloomberg