Bud จากฟินเทคด้านการเงินสู่ฟินเทคสำหรับคนอยากมีบ้าน

Bud ฟินเทคสัญชาติอังกฤษเตรียมรับเงินลงทุนซีรีส์ A ที่ 20 ล้านดอลลาร์สหรัฐ รับการเติบโตของยุคแห่งการเชื่อมต่อของสถาบันการเงิน โดยสถาบันการเงินที่ร่วมลงทุนในครั้งนี้ประกอบด้วย HSBC, Goldman Sachs, ANZ, Investec และ InnoCells (ของ Banco Sabadell) และยังมีผู้ร่วมลงทุนอื่น ๆ อีก เช่น Lord Fink อดีตซีอีโอของเฮดจ์ฟันด์ Man Group และ 9Yards Capital บริษัทด้านการลงทุนที่มีจอร์จ ออสบอร์น (George Osborne) เป็นที่ปรึกษา

สำหรับเทคโนโลยีของ Bud อาจต้องย้อนกลับไปเมื่อปี 2016 ที่ยุคนั้น ผู้บริโภคเริ่มต้องการแอปพลิเคชันทางการเงินที่พวกเขาสามารถบริหารจัดการผลิตภัณฑ์หรือบริการต่าง ๆ ด้านการเงินได้ด้วยตัวเอง และทำบนแอปพลิเคชันเพียงตัวเดียวเพื่อลดความยุ่งยาก ซึ่งการจะทำได้อย่างที่ผู้บริโภคต้องการนั้น ต้องมีตัวช่วยด้านการเชื่อมต่อ ซึ่งก็คือเทคโนโลยีของ Bud ที่เข้ามาเป็นตัวกลาง คอยเชื่อมต่อข้อมูลของลูกค้าธนาคารเข้ากับบริการต่าง ๆ ให้ หรือที่ Bud เรียกว่าเป็น Open Banking ซึ่งไม่เพียงแต่ใช้บริการของธนาคารได้ แต่ยังใช้บริการของฟินเทคอื่น ๆ จากภายนอกได้อีกด้วย โดยในจุดนี้จึงถูกมองได้ว่าเป็นการสร้าง Marketplace สำหรับรวมสินค้าหรือบริการจากฟินเทคอื่น ๆ เข้าไว้ด้วยกัน

“งานที่เราทำร่วมกับ First Direct ของ HSBC คือสิ่งที่เราภูมิใจนำเสนอว่า เครื่องมือของเราสามารถทำให้ธนาคารรับมือกับกฎหมายใหม่ ๆ ความก้าวหน้าทางด้านวิทยาการข้อมูล และการเชื่อมต่อกับฟินเทคต่าง ๆ ได้” จอร์จ ดันนิง ผู้ร่วมก่อตั้ง และ CTO ของ Bud กล่าว

“ก่อนอื่นต้องยอมรับว่า การเชื่อมต่อข้อมูลบัญชีธนาคารกับบริการภายนอกกลายเป็นเรื่องปกติมาตรฐานของทุกวันนี้ไปแล้ว เราจึงมองว่าการสร้างฟีเจอร์ต่าง ๆ โดยอิงจากข้อมูลการทำธุรกรรมทางการเงินของลูกค้าจะช่วยให้ผู้บริโภคใช้ชีวิตได้สะดวกขึ้น ดังนั้น งานต่อไปของเราคือการโฟกัสที่ความรู้เท่าทันด้านการเงิน เช่น เรามีฟีเจอร์ชื่อ Smart Balance สำหรับแนะนำการออม และช่วยสร้างเป้าหมายทางการออมได้ นอกจากนี้เรายังมีระบบที่ช่วยแทร็กการจ่ายบิลต่าง ๆ ดังนั้น หากลูกค้าต้องการจ่ายบิลให้กับผู้ให้บริการรายใด เราก็สามารถเชื่อมต่อเข้ากับบริการชำระเงินของผู้ให้บริการรายนั้น ๆ ได้เลย ซึ่งจะประหยัดค่าใช้จ่ายให้ผู้บริโภคได้มากกว่า”

นอกจากนั้น Bud ยังมีการวิเคราะห์ข้อมูลทางการเงินโดยใช้ดาต้าของลูกค้า เพื่อศึกษาพฤติกรรมการใช้จ่าย เพื่อจะได้เสนอบริการหรือสินค้าที่เหมาะสมด้วย เช่น กรณีที่พบว่าลูกค้าต้องเดินทางไปต่างประเทศ ก็อาจมองหาว่ามีพาร์ทเนอร์ในแอปพลิเคชันให้บริการด้านประกันภัยหรือไม่ ถ้ามีก็ดึงประกันภัยเหล่านั้นออกมาเสนอผู้บริโภคได้เลย ซึ่งในจุดนี้ ดันนิงมองว่า จะช่วยยกระดับประสบการณ์ของผู้ใช้งานให้ดีขึ้นกว่าการเสนอโปรโมชั่นในแบบเดิม ๆ

อย่างไรก็ดี ไม่มีการเปิดเผยว่ามีธนาคารใดอีกบ้างที่ใช้บริการของ Bud อยู่ โดยดันนิงบอกแต่เพียงว่า เขาทำงานร่วมกับธนาคารเก่ง ๆ อีกหลายแห่งในอุตสาหกรรมนี้ และธนาคารเหล่านั้นใช้บริการ Open Banking ของเขา รวมถึงบริการด้าน Marketplace ด้วย ส่วนพาร์ทเนอร์ที่มาจากฟินเทคนั้น พบว่า Bud มีแล้วถึง 85 บริษัท ซึ่งรวมถึงฟินเทคอย่าง Wealthify, PensionBee, Hiscox และ AJ Bell ด้วย

แต่ Bud ยังมีพาร์ทเนอร์ที่น่าสนใจอย่างมากอีกรายหนึ่ง นั่นก็คือ รัฐบาลอังกฤษ โดย Bud เป็นส่วนหนึ่งของโครงการชื่อ The Rent เพื่อช่วยสร้างโซลูชั่นสำหรับคนอยากมีบ้านเป็นของตัวเองสักหลัง

“การซื้อบ้านหลังแรกจะค่อนข้างยาก งานของเราคือการเก็บข้อมูลการจ่ายเงินค่าเช่าบ้านในอดีตของลูกค้า และสร้างเป็นคะแนนด้านการชำระเงิน เพื่อใช้เป็นเอกสารอ้างอิงเพิ่มเติมในการซื้อบ้าน” ดันนิงกล่าว

Bud อยู่ระหว่างขยายทีมงาน โดยมีการเพิ่มทีมงานมากขึ้นเท่าตัว ปัจจุบันมี 62 คน ซึ่งบริษัทระบุว่า พวกเขาจะเป็นทีมผู้พัฒนา Open Banking ที่ใหญ่ที่สุดในโลก

อ้างอิง : TechCrunch.com