Covid-19 เร่งสปีดอี-คอมเมิร์ซ เอสเอ็มอีไทยเตรียมม้วนเสื่อ

กูรูอี-คอมเมิร์ซ ชี้โควิด-19 เร่งสปีดการค้าออนไลน์โตเกิน 30%  หลังกลุ่มเบบี้บูมเมอร์หันช้อป พร้อมคาดห้าปี เอสเอ็มอีไทยอาจล้มหายจำนวนมาก ฟันธงยักษ์ต่างชาติครอบงำธุรกิจไทยใน 10 ปี

ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ ผู้คร่ำหวอดอีคอมเมิร์ซไทยและผู้ก่อตั้งตลาดดอทคอมเล่าถึงภาพรวมตลาดอีคอมเมิร์ซ นับตั้งแต่เกิดโควิด-19 ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมคนไทยวงกว้างที่จะเข้ามาช้อปปิ้งออนไลน์โดยเฉพาะกลุ่มเบบี้บูมเมอร์ เนื่องจากถูกสถานการณ์บังคับ

การเพิ่มจำนวนฐานผู้ใช้ใหม่และปริมาณการใช้ที่เพิ่มขึ้นจะทำให้ตลาดรวมเติบโตมากกว่า 30% ขึ้นไปจากเดิมเติบโตเพียง 15- 20% ต่อปีและทำให้อีคอมเมิร์ซเป็นความปกติใหม่หรือนิวนอร์มัล

ทั้งนี้ ดินแดนของอีคอมเมิร์ซไทยจะแบ่งเป็นสามกลุ่มใหญ่ กลุ่มแรก ธุรกิจทำเวบไซต์ของตนเอง กลุ่มสองอี-มาร์เก็ตเพลสขาใหญ่ ลาซาด้าใต้อะลีบาบา ช้อปปี้โดย Sea และเจดีเซ็นทรัล และกลุ่มสาม โซเชียล คอมเมิร์ซ

การเติบโตของอี-มาร์เก็ตเพลสนี้เอง กำลังจะ“ฆ่า”ยักษ์ค้าปลีกดั้งเดิม เช่นที่ในสหรัฐฯ วอลล์มาร์ทต้องทยอยปิดสาขา โดยหลายปีที่ผ่านมา อี-มาร์เก็ตเพลส ที่ใช้การทุ่มตลาดอัดงบแบบ “เผาเงิน” ทำธุรกิจแบบขาดทุนปีละหลายพันล้านบาท เพื่อดึงดูดลูกค้าเข้าระบบ ทำให้อี-มาร์เกตเพลสเหล่านี้ได้ ครองตลาดอีคอมเมิร์ซไทย ทำให้ผู้ประกอบการเดิม อย่างตลาดดอทเคอมเอง หรืออื่นๆต้องปรับธุรกิจ เนื่องจากยากที่จะแข่งขันกับบริษัททุนหนาสายป่านยาว

เขามองด้วยว่าผู้เล่นยักษ์ใหญ่ ยังสามารถเข้าซื้อกิจการ เพื่อลดจำนวนคู่แข่งในตลาดที่มีอยู่หรือสตาร์ทอัพเองก็อยากเพิ่มมูลค่าและขายกิจการเพื่อเข้าร่วมกับบริษัทยักษ์ใหญ่ เช่นที่เพย์เม้นท์เกทย์เวย์ของไทย Paysbuy ได้ถูกซื้อกิจการไป

ส่วนของโซเชียลคอมเมิร์ซนั้น ถูกครองตลาด เฟซบุ๊ค อินสตราแกรมและไลน์ โดยการไลฟ์ขายสินค้าบนแพลทฟอร์มเหล่านี้ ได้เปลี่ยนโฉมหน้าการค้าขายออนไลน์แบบเรียลไทม์ สร้างโฉมหน้าใหม่ของอี-คอมเมิร์ซ

ไม่นับรวมธุรกิจท่องเที่ยว ที่ล้วนครองตลาดจากต่างชาติทั้งหมด Online Travel Agency: OTA- Agoda.com, Booking.com, Ctrip ไปก่อนหน้าแล้ว

“เชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนี้เร็วขึ้นจากเดิมสามปีและเร่งการล้มหายตายจากของกลุ่มเอสเอ็มอีไทยในชุมชนต่างๆที่เป็นผู้ค้ารายย่อยในต่างจังหวัด ที่คาดว่าจะเห็นในห้าปี รวมทั้งกิจการธุรกิจทั่วไปส่วนใหญ่จะถูกครอบครองโดยบริษัทข้ามชาติภายในสิบปี”

ส่วนของผู้ผลิตสินค้า จะขยับสู่การขายตรงเข้าสู่เพื่อบริโภค (Direct To Consumer: D2C) ผ่านอีมาร์เก็ตเพลสขนาดใหญ่ เพื่อต้องการได้ข้อมูลจากลูกค้าโดยตรง  ทำให้กดดันยี่ปั๊วซาปั๊วหรือดีลเลอร์ ต้องปรับตัวที่จะขายสินค้าทีหลากหลายมากขึ้นและมีการขายออนไลน์ที่ดียิ่งขึ้น

เอสเอ็มอีไทยเอง ต้องใช้เทคโนโลยีเพื่อสร้างประสิทธิภาพและมีทีมงานฉพาะที่จะดูแลช่องทางออนไลน์ รวมถึงการมองโอกาสส่งออกในส่วนของตลาดอินโดจีน ทั้งกัมพูชา ลาว พม่าและเวียดนาม (CLMV) เนื่องจากสินค้าจากจีนจะทะลักเข้ามาเป็นคู่แข่งในตลาดไทยอีกมาก ผ่านอีมาร์เก็ตเพลสของจีนและสิงคโปร์ โดยปีที่ผ่านมามีสินค้าจากจีนมากกว่าร้อยล้านชิ้น จากปีก่อนหน้าสามสิบล้านชิ้น

กูรูอีคอมเมิร์ซไทยมองด้วยว่าความเฟื่องฟูเบ่งบานของธุรกิจนี้ ได้ส่งผลให้ธุรกิจลอจิสติสก์เติบโต การมาของผู้เล่นหน้าใหม่จำนวนมากของจีน ที่เข้ามาแย่งส่วนแบ่งตลาดจากไปรษณีย์ไทยและการนำเสนอการเก็บเงินปลายทางของลาซาด้ากับเคอร์รี่ ก็ทำให้ตลาดยิ่งเติบโต ไม่นับรวมการชำระเงินดิจิทัลที่มีหลากหลายทางเลือก พร้อมเพย์คิวอาร์โค้ด โมบายแบ็งค์กิ้ง เป็นต้น

เขามองด้วยว่า การมาของเทคโนโลยีห้าจี จะเปลี่ยนโฉมหน้าของการช้อปออนไลน์อีกครั้ง เมื่อมีการใช้อุปกรณ์อัจฉริยะ Internet of Things มากขึ้น การวิเคราะห์ข้อมูลพฤติกรรมผู้บริโภคจะยิ่งล้ำลึกและคาดการณ์ความต้องการล่วงหน้าได้ ระบบอาจนำเสนอผลิตภัณฑ์บริการไปยังผู้ใช้งาน ก่อนที่ผู้ซื้อจะกดคำสั่งซื้อและจะมีการสั่งงานช้อปซื้อสินค้าด้วยเสียงอันใกล้ด้วย

น่าจะถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลไทยจะมองถึงการสร้างอีโคซิสเต็มส์ออนไลน์ของไทยเองในบางส่วนและจะต้องทำกรอบนโยบายรวมแห่งชาติไปในทิศทางเดียวกัน