นักธุรกิจลงขัน ครีเอทีฟเวนเจอร์ 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐลงทุนสตาร์ทอัพในซิลิคอนวัลเลย์

นักธุรกิจชั้นนำแถวหน้าตบเท้าลงขันร่วมลงทุน “ครีเอทีฟเวนเจอร์” กองทุนสอง 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หวังเข้าถึงสตาร์ทอัพสายดีปเทค ในซิลิคอนวัลเลย์  อิสราเอล และไต้หวัน

ปุณยธร สุทธิพงษ์ชัย ผู้จัดการหุ้นส่วน บริษัท ครีเอทีฟเวนจอร์ จำกัด (Creative Ventures) ซึ่งเป็นธุรกิจกองทุนร่วมลงทุน (Venture Capitalist) ที่จัดตั้งขึ้นในสหรัฐอเมริกา เล่าว่า กองทุนสองสามารถระดมทุนครบก่อนเวลาที่กำหนดที่ตั้งเป้าในไตรมาสแรกของปีหน้า จึงเดินหน้าคัดสรรสตาร์ทอัพที่น่าสนใจได้ทันที โดยเน้นกลุ่มดีปเทคระดับซีรีส์ A ระดับการลงทุน 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐขึ้นไป

บริษัทจะนำเงินไปลงทุนในบริษัทสตาร์ทอัพที่อยู่ในซิลิคอนวัลเลย์ ซึ่งเป็นศูนย์รวมของบริษัทที่มีการพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูง (Deep Tech) สร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ที่เป็นทิศทางหรือเทรนด์ของโลก (Mega Trend)  มุ่งเน้นใน 3 กลุ่มธุรกิจ คือธุรกิจแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานในอุตสาหกรรม ปัญหาเกษตรกรรมและอาหารจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ หรือภาวะโลกร้อน และการใช้เทคโนโลยีสุขภาพที่ช่วยดูแลประชากรผู้สูงอายุ

สำหรับผู้ลงทุนกองทุนนี้มีทั้งผ่านบริษัทและในนามส่วนตัว เช่น นายอิทธิพัทธ์ พีระเดชาพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทเถ้าแก่น้อย ฟู๊ดแอนด์มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (มหาชน) หรือรู้จักกันดีในนาม “ต็อบ เถ้าแก่น้อย” นายภูริต ภิรมย์ภักดี ประธานกรรมการบริหาร กองทุนสิงห์เวนเจอร์ นายพิรชัย เบญจรงคกุล Investment Director บริษัท บีซีเอช เวนเจอร์ส จำกัด ในกลุ่มบริษัท เบญจจินดา โฮลดิ้ง ผู้ให้บริการด้านโครงข่ายสื่อสารโทรคมนาคมและเทคโนโลยีสารสนเทศในประเทศไทยและเมียนมา นายเฉลิมชัย มหากิจศิริ กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.โทรีเซน ไทย เอเยนต์ซีส์ และผู้ก่อตั้งกองทุนร่วมทุนวิชั่นนิตี้เวนเจอร์ กองทุนMoonshot Ventures นายชานนท์ เรืองกฤตยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) บริษัทอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำของไทย นายสิทธิชัย ลีสวัสดิ์ตระกูล เพื่อสร้างโอกาสในการเข้าถึงเพื่อใช้งานเทคโนโลยีขั้นสูง (Deep Tech) และการคาดหวังผลตอบแทนในระยะยาว

บริษัทเตรียมแผนเปิดสำนักงานในอิสราเอลที่เป็นพื้นที่ที่มีบริษัทเทคโนโลยีขั้นสูงที่มีศักยภาพมากเหมาะแก่การลงทุนทั้งไซเบอร์ซิเคียวริตี้ การเกษตร สุขภาพ รวมทั้งสิงคโปร์และไต้หวันที่เป็นประตูเชื่อมต่อสู่เอเชีย

ทั้งนี้ กองทุนที่ 2 คาดว่าจะได้รับผลตอบแทนใน 7-10 ปี และเน้นการทำกำไรจากส่วนต่างของการขายหุ้นต่อ (capital gain) มากกว่าการนำสตาร์ทอัพเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ และภายใน 4-5 ปีข้างหน้าจะเปิดกองทุนที่ 3 วงเงิน 250 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ขณะที่กองทุนแรก วงเงิน 11 ล้านดอลลาร์สหรัฐ  ได้ลงทุนไปแล้วกึ่งหนึ่งใน 14 บริษัท เช่น  Dishcraft  สตาร์ทอัพที่สร้างนวัตกรรมหุ่นยนต์ที่ปฏิบัติงานในห้องครัวที่สมบูรณ์แบบที่สุด ซึ่งเข้ามาช่วยแก้ปัญหาแรงงานขาดแคลนในธุรกิจบริการด้านโรงแรม ภัตตาคาร และธุรกิจเอนเตอร์เทนเมนต์ขนาดใหญ่

นอกจากนี้ ยังได้เข้าลงทุนใน  ALICE Technologies ซึ่งเป็นการสร้างระบบซอฟต์แวร์ AI ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ การจัดการการก่อสร้างในโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นตึกสูง ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายและลดเวลาในการก่อสร้าง ทำให้ประหยัดทั้งในส่วนของนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และบริษัทรับเหมาก่อสร้าง โดยที่ผ่านมา บริษัทอนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ ANAN ได้นำเทคโนโลยีดังกล่าวมาใช้ในอุตสาหกรรมนี้แล้ว

ทั้งนี้ ในมุมมองของนักลงทุนที่มีต่อสตาร์ทอัพไทย หากจะให้ดึงดูดการลงทุน ต้องมีเทคโนโลยีขั้นสูง สามารถสเกลได้ และมีช่องทางเครือข่ายที่ไปในระดับภูมิภาคมากกว่าการมองเพียงตลาดในประเทศ และหากมีสตาร์ทอัพในต่างประเทศที่เราเข้าไปลงทุนเข้ามาเสริมธุรกิจของนักลงทุนไทย จะเป็นการถ่ายโอนเทคโนโลยีช่วยผลักดันเศรษฐกิจไทยได้ รวมถึงการขยายความร่วมมือกับสตาร์ทอัพไทย