ครีเอทีฟ เวนเจอร์ วีซีไทยบุกซิลิกอนวัลเลย์

เป็นอีกวีซีหนึ่งที่แตกต่างในการเบนเข็มการลงทุนสตาร์ทอัพในซิลิกอนวัลเลย์ มุ่งเน้นในกลุ่มดีปเทคที่ใช้เทคโนโลยีระดับสูง

ปุณยธร  สุทธิพงษ์ชัย  ผู้จัดการหุ้นส่วน บริษัท ครีเอทีฟเวนจอร์ จำกัด กลุ่มทุนร่วมทุนสัญชาติไทย  เล่าว่า ในอีกสามสัปดาห์ข้างหน้า บริษัทจะปิดการระดมทุนรอบแรก สำหรับกองที่สองตั้งเป้า มูลค่า 50 ล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ ที่เปิดปลายปีที่ผ่านมาเพื่อระดมเงินทุนจากนักลงทุนรุ่นใหม่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งสิงคโปร์ อินโดนีเซีย ฮ่องกงและไทยที่มีวิสัยทัศน์ มองการณ์ไกลและหาโอกาสการลงทุนใหม่ๆ

กองทุนนี้จะนำเงินไปลงทุนในสตาร์ทอัพ ที่ตั้งอยู่ในซิลิกอนวัลเลย์ ไม่น้อยกว่า 20 บริษัทโดยเน้นบริษัทที่มีนวัตกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง (Deep technology) ที่จะเปลี่ยนโลก เพื่อช่วยให้มนุษย์มีชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น และแก้ไขสิ่งที่จะเป็นแนวโน้มปัญหาสำคัญของโลก

ดังนั้น จะลงทุนในธุรกิจเป้าหมายซึ่งเป็นไปตามแนวโน้มใหญ่ของโลกอนาคตใน 3 ด้าน คือธุรกิจที่ใช้เทคโนโลยีช่วยดูแลคุณภาพชีวิตประชากรผู้สูงวัย, ธุรกิจเทคโนโลยีที่จะช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน และธุรกิจที่ดูแลหรือแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือภาวะโลกร้อน (Climate change) ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับภาคการผลิตอุตสาหกรรม การเกษตร และการบริการดูแลสุขภาพ “

ในซิลิกอนวัลเลย์ เป็นศูนย์รวมของสตาร์ทอัพที่ดำเนินธุรกิจเทคโนโลยีขั้นสูง ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI-Artificial Intelligence หุ่นยนต์, คอมพิวเตอร์ วิชั่น,เทคโนโลยีเซนเซอร์ขั้นสูง และชีววิทยาสังเคราะห์ เพื่อตอบสนองการดำเนินชีวิตของมนุษย์ให้มีคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น  และเทคโนโลยีที่จะมาเพิ่มประสิทธิภาพและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับภาคธุรกิจ

นอกจากการร่วมลงทุนกับสตาร์ทอัพแล้ว ยังเข้าไปร่วมช่วยพัฒนาธุรกิจให้แก่สตาร์ทอัพ ทั้งการวิจัยและพัฒนา และการขยายตลาดในเชิงพาณิชย์ เพื่อทำให้บริษัทมีอัตราการเติบโตที่ดี และให้ผลตอบแทนได้ในระยะยาว

สำหรับกองทุนร่วมลงทุนกอง 2 นี้ ได้มีนักลงทุนรุ่นใหม่ที่ตอบรับการเข้าลงทุนแล้ว อาทิ คุณชานนท์ เรืองกฤตยา ประธานกรรมการบริหาร บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ ANAN บริษัทอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำของไทย  และ นายอิทธิพัทธ์ พีระเดชาพันธ์ หรือ “ต๊อบ เถ้าแก่น้อย” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทเถ้าแก่น้อย ฟู๊ดแอนด์มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ TKN เป็นต้น

ทั้งนี้ ช่วง 2 ปีกว่าที่ผ่านมา กองทุนแรกมีวงเงิน  11 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ได้เข้าลงทุนไม่น้อยกว่า 10 บริษัท เช่น Dishcraft  ซึ่งเป็นสตาร์ทอัพที่สร้างนวัตกรรมหุ่นยนต์ที่ปฏิบัติงานในห้องครัวที่สมบูรณ์แบบที่สุด ซึ่งเข้ามาช่วยแก้ปัญหาแรงงานขาดแคลนในธุรกิจบริการด้านโรงแรม ภัตตาคาร และธุรกิจเอนเตอร์เทนเมนต์ขนาดใหญ่

นอกจากนี้ ยังได้เข้าลงทุนใน ALICE Technologies ซึ่งเป็นการสร้างระบบ AI ซอฟต์แวร์  ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ การจัดการการก่อสร้างในโครงการอสังหาริมทรัพย์ ที่จะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายและลดเวลาในการก่อสร้าง ทำให้ประหยัดทั้งในส่วนของนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และบริษัทรับเหมาก่อสร้าง