Deep Tech สตาร์ทอัพแห่งอนาคต

วงการเทคโนโลยีดิจิทัลทั่วโลกกำลังขยับเข้าสู่การเป็น Deep Tech กลุ่มเทคโนโลยีขั้นสูงที่ต้องใช้เวลาการวิจัยและพัฒนาที่ยาวนานและเข้มข้น และจะสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันได้สูงกว่าในระยะยาว

ซึ่งเทคโนโลยีที่จัดอยู่ในกลุ่มดังกล่าวได้แก่ Internet of Things (IoT) ปัญญาประดิษฐ์ เทคโนโลยีหุ่นยนต์ ควอนตัม คอมพิวติ้ง เทคโนโลยีด้านพลังงานนิวเคลียร์หรือพลังงานหมุนเวียน เทคโนโลยีด้านอวกาศยาน เทคโนโลยีทางการแพทย์

ข้อมูลจากบอสตัน คอนซัลติ้ง กรุ๊ป บริษัทที่ปรึกษาแนวหน้าของโลก ระบุว่า นักลงทุนและองค์กรเริ่มเข้าสู่ดีปเทค โดยในปี 2559 มีการลงทุนในไบโอเทคทั่วโลกระดับ 7,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จาก 1,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2557 ส่วนด้านเออาร์และวีอาร์​รวมถึงโดรน สามารถระดมทุนได้ถึง 3,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2558 เทียบกับ 104 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2554 แม้บริษัทระดับโลกด้านไอซีทีและดิจิทัลก็ล้วนขยับสู่การลงทุนนวัตกรรมยุทธศาสตร์ ที่เป็นดีปเทค เช่น กูเกิล สร้าง กูเกิล ไลฟ์ ไซน์ หรือปัจจุบันเป็น Verily เฟซบุ๊ก อะเมซอน ไอบีเอ็ม และไมโครซอฟต์ ต่างก็เป็นพันธมิตรกับการวิจัยด้านปัญญาประดิษฐ์​ อูเบอร์ ก็ขยับเข้าสู่รถยนต์ไร้คนขับ เช่นเดียวกับแอปเปิลและกูเกิล ส่วนเฟซบุ๊ก ก็ลงทุนเอไอ โดรนและเทคโนโลยีเสมือนจริง

ส่วนแอคเซอเรอเลเตอร์เอง จากเดิมที่เน้นกลุ่มดิจิทัลก็เปิดประตูสู่สตาร์ทอัพ เช่น Y Combinator  ที่เคยเน้นการเป็นพันธมิตรสตาร์ทอัพด้านซอฟต์แวร์ เช่น Dropbox และ Airbnb ล่าสุดก็มาบ่มเพาะธุรกิจสตาร์อัพที่ทำเคมีจากก๊าซธรรมชาติ โดยในปี 2559 Y Combinator บ่มเพาะ 192 สตาร์ทอัพ ในจำนวนนั้น  32 สตาร์ทอัพ มาจาก deep tech ส่วน 9 สตาร์ทอัพ ลงในไบโอเทค และ 4 สตาร์ทอัพ ในการพัฒนาโดรน และ 3 สตาร์ทอัพในฮาร์ดแวร์แบบแอดวานซ์

ดร. พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) กล่าวว่า เป้าหมายการส่งเสริมสตาร์ทอัพอีโคซิสเต็มส์ ที่จะให้ไทยเป็นหนึ่งใน Global startup destination นั้น จะต้องส่งเสริมสภาพแวดล้อมที่จะให้เกิด ดีปเทค สตาร์ทอัพที่ใช้การวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูงเพิ่มจำนวนขึ้น นอกเหนือจากสตาร์ทอัพแบบเดิมที่ใช้ดิจิทัลเทคเป็นพื้นฐาน

การจะเพิ่มจำนวนดีปเทคสตาร์ทอัพนั้น ต้องใช้เวลาและเงินทุนจำนวนมากพร้อมบุคลากรด้านเทคนิคขั้นสูง โดยไทยสามารถทำดีปเทคที่เสริมจุดแข็งที่ตนเองมีอยู่ อย่างการใช้ IoT โดรน และ AI ทำการเกษตรแม่นยำ หรือ Precision Farming การทำเมดิคัลเทคขั้นสูง การผลิตยาจากสมุนไพร เพื่อเสริมจุดเด่นด้านการแพทย์​และสาธารณสุข รวมถึงจุดเด่นด้านฮาร์ดแวร์ ซึ่งไทยมีดีปเทคที่ทำชิพเซ็ทในอากาศยาน

ผไท ผดุงถิ่น ผู้ก่อตั้งและอดีตนายกสมาคมการค้าเพื่อส่งเสริมผู้ประกอบการเทคโนโลยีรายใหม่ มองว่า สตาร์ทอัพไทยที่จะประสบความสำเร็จจะไม่แจ้งเกิดหรือประสบความสำเร็จด้วยการใช้ “บิสสิเนส โมเดล” ที่ “ทำซ้ำ” ได้อย่างรวดเร็ว แต่จะต้องเป็นสตาร์ทอัพที่เป็น “ดีปเทค” อย่างเข้มข้นมากขึ้น เพื่อสร้างความแตกต่างให้กับธุรกิจจนคู่แข่งตามทันได้ยาก

ส่วนของสตาร์ทอัพเดิมนั้น ต้องปรับใช้ดีปเทคเข้าเป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจ เพื่อการอยู่รอดทางธุรกิจอย่างยั่งยืน โดยไม่จำเป็นต้องลงทุนทำดีปเทคด้วยตนเอง หากขาดแคลนบุคลกรด้านวิจัยและเทคโนฯ ระดับสูง ประสานความร่วมมือกับสถาบันการศึกษา เพื่อมาร่วมวิจัย เช่น กลุ่ม Builk ที่ได้การสนับสนุนจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและสถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร ธรรมศาสตร์ ในการทำเอไอและการวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อใช้การต่อยอดธุรกิจของ Builk One Group ใน 1-2 ปีข้างหน้า ในการจัดเรตติ้งซัพพลายเออร์ในซัพพลายเชนของธุรกิจก่อสร้าง เพื่อกรุยทางสู่การเป็นฟินเทคของวงการก่อสร้างนั่นเอง

ชี้ช่องปักธงดีปเทคด้านอาหาร

กระทิง พูนพล ผู้จัดการกองทุน 500 Tuktuks ระบุเช่นกันว่า กองทุนที่ 2 นั้น จะขยายขอบเขตการลงทุนสู่ดีปเทค สตาร์ทอัพด้วยเช่นกัน และไม่จำกัดเฉพาะในไทย แต่มองถึงโอกาสในอินโดจีน ซึ่งเวียดนามมีความน่าสนใจเนื่องจากมีวิศวกรจำนวนมากที่พร้อมทำดีปเทค ดีปเทคที่จะให้ความสนใจ เช่น ไบโอเทค เอไอ เออาร์วีอาร์ อาหาร เฮลธ์เทค

ไทยสามารถสร้างจุดเด่นดีปเทคด้านอาหารและเกษตร ซึ่งเสริมจุดแข็งของไทยด้านเกษตรกรรมและการเป็นครัวโลก ทั้งการใช้วิเคราะห์ข้อมูลเพื่อเกษตรแม่นยำ เพื่อผลิตภาพ การเก็บเกี่ยว การตรวจสอบอาหารย้อนกลับ from farm to table การทำ urban farm การทำ plant-based meat

หวัง U.REKA จุดพลุดีปเทค

อรพงศ์ เทียนเงิน ประธานกรรมการบริหารบริษัท ดิจิทัล เวนเจอร์ส จำกัด คอร์ปอเรท เวนเจอร์ในกลุ่มเอสซีบี กล่าวว่า ปัจจุบันการวิจัยและพัฒนาด้าน Deep Technology ในประเทศไทยนั้นยังมีความท้าทายในหลายส่วน เมื่อเทียบกับประเทศที่เป็น Innovation Hub ของโลกอย่างสหรัฐฯ จีน ญี่ปุ่น ที่มีองค์ประกอบต่างๆ ที่เอื้อต่อการพัฒนานวัตกรรม ทั้งการสนับสนุนจากภาคเอกชน ภาครัฐ ภาคการศึกษา ความคิดแบบผู้ประกอบการของประชากรในประเทศ (Entrepreneur Mindset) รวมถึงทรัพยากรด้านเงินทุน

เพื่อเป็นการเสริมขีดความสามมารถด้านดีปเทคของไทย บริษัทจึงได้ริเริ่มโครงการ U.REKA ขึ้น โดยมุ่งหวังจะเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนานวัตกรรมให้กับประเทศในระยะยาวได้

โดยโครงการนี้มุ่งเน้นให้กลุ่มอาจารย์ นักศึกษา นักวิจัย และผู้สนใจเทคโนโลยีชั้นสูง รวมกลุ่มกันเป็น Startup นำเสนอไอเดียจากการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีชั้นสูง อาทิ Artificial Intelligence (AI) / blockchain / Cloud & Security / Big Data & IoT / VR & AR และ Quantum Computing ซึ่งสามารถนำมาพัฒนาเป็นนวัตกรรมใหม่ๆ ที่สามารถตอบโจทย์อุตสาหกรรมหลัก

ในระยะแรกมุ่งเน้นที่อุตสาหกรรมการค้าปลีก การท่องเที่ยว การเดินทาง และ บริการทางการเงินเพื่อนำไปต่อยอดและพัฒนาให้เกิดเป็นผลิตภัณฑ์และบริการ และนำออกสู่ตลาดได้จริงในอนาคต

แนะทำดีปเทคหนุนสมาร์ทซิตี้

เจมส์-วรายุทธ เย็นบำรุง ผู้ก่อตั้ง mu Space สตาร์ทอัพดาวเทียมไทยรายแรกที่เป็นบริษัทเอเชียแรกที่ร่วมกับ Blue Origin ซึ่งมีแผนยิงดาวเทียม ขยายการท่องเที่ยวไปในอวกาศ และเป็นผู้ประสานงานกับรัฐบาลไทยในการมาเยือนของนายอีลอน มัสก์​ เพื่อสนับสนุนปฎิบัติการช่วยเหลือทีมหมูป่า มองว่า วงการสตาร์ทอัพไทยยังค่อนข้างเริ่มต้น แต่เติบโตรวดเร็ว ไทยจะสามารถกลายเป็นฐานของสตาร์ทอัพ กลุ่มทุนร่วมทุน แอคเซอเลอเรเตอร์ และอินคิวเบเตอร์ อีกมาก ด้วยนโยบาย ไทยแลนด์​ 4.0  เป็นฟาสต์แทรคให้ประเทศเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัล และส่งเสริมให้บริษัทสตาร์ทอัพทำธุรกิจในไทยง่ายขึ้น พร้อมการให้ทุนสนับสนุน และการสร้างอินโนเวชั่นฮับ ผ่านดิจิทัลพาร์ค ไทยแลนด์​

นอกจากนั้น ประเทศไทยเองก็กำลังจะเข้ากระแสของ Urbanization โดยกว่าครึ่งของประชากรมาอาศัยในเมือง ซึ่งเป็นหนึ่งในแนวโน้มหลักที่จะเปลี่ยนสังคมในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

เราสามารถใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ ทำให้เมือง “ชาญฉลาดมากขึ้น” และ “ยั่งยืน”ผ่านดีปเทค ไม่ว่าจะเป็น AI, IoT, Robot​ เป็นต้น

ตัวอย่างเช่น การใช้ระบบส่องสว่างอัจฉริยะเพื่อประหยัดพลังงาน และการใช้วงจรปิดเพื่อให้ถนนปลอดภัยด้วยการใช้ฟังก์ชั่นสตรีมมิ่งผ่านอินเทอร์เน็ตไร้สาย การใช้ระบบจอดรถอัจฉริยะที่ให้ข้อมูลพื้นที่ที่ว่างอยู่กับคนขับเพื่อลดการติดขัดในบริเวณพื้นที่จอดรถ และการเก็บข้อมูลจราจรและนำมาวิเคราะห์ด้วยภาพวิดีโอ จะเป็นแนวทางให้คนขับเลือกเส้นทางอื่นเพื่อเลี่ยงถนนที่มีการจราจรแออัด

กระนั้น การทำให้ดีปเทคออกมาเป็นผลงานเชิงพาณิชย์นั้น ต้องใช้เวลาและเงินทุนสูง จำเป็นต้องมีสิ่งแวดล้อมที่มาสนับสนุนเพื่อให้ดีปเทค สตาร์ทอัพประสบความสำเร็จ

ที่ผ่านมา ไทยผ่านก้าวย่างที่สำคัญต่อการดึงดูดสตาร์ทอัพ แต่ก็ต้อง “เร่งทำเพิ่ม” โดยเฉพาะการปรับปรุงให้นโยบายที่มีอยู่ทันสมัยและสามารถแข่งขันได้ในภูมิภาค เพื่ออำนวยความสะดวกและง่ายต่อนักลงทุน สตาร์ทอัพใหม่ และแรงงานด้านดีปเทคจากต่างประเทศ เพื่อให้ไทยเป็น Premier Destination ของดิจิทัลอินโนเวชั่นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้