เฟซบุ๊กบล็อกบัญชีผู้ใช้ที่มีความเชื่อมโยงกับสำนักข่าว Sputnik ของรัฐบาลรัสเซีย

เฟซบุ๊กเปิดเผยว่าบริษัทได้ทำการเพิกถอนบัญชีผู้ใช้ในประเทศรัสเซียนับร้อย ๆ ราย ซึ่งทางบริษัทเห็นว่ามีพฤติกรรมการใช้เชิงลับลวงพรางในลักษณะเดียวกันบนแพลตฟอร์มของตน ขณะที่บางบัญชีมีความเชื่อมโยงกับสำนักข่าวสปุ๊ตนิกของรัฐบาลรัสเซีย

ด้านสำนักข่าวสปุ๊ตนิกได้ออกแถลงการณ์กล่าวโจมตีเฟซบุ๊กในการตัดสินใจดังกล่าว ซึ่งทางสำนักข่าวมองว่าเป็นเรื่องการเมืองและบานปลายกลายเป็นการแบนเพจเฟซบุ๊กจำนวน  7 เพจของสำนักข่าวในประเทศเพื่อนบ้านรัสเซีย ซึ่งอยู่ในเครือสปุ๊ตนิก

นาธาเนียล ไกลเชอร์ หัวหน้าฝ่ายนโยบายความปลอดภัยทางไซเบอร์ของเฟซบุ๊ก โพสต์บล็อก (bit.ly/2W1h9LR) และชี้ว่า เฟซบุ๊กแกะรอยพบหน่วยปฏิบัติการ 2 หน่วย ซึ่งมีต้นกำเนิดในรัสเซีย โดยหน่วยปฏิบัติการหนึ่งนั้นดำเนินการอยู่ในประเทศต่าง ๆ ทั่วยุโรปตะวันออก ขณะที่อีกหน่วยดำเนินงานอยู่ในประเทศยูเครน

ด้านเฟซบุ๊กกล่าวว่า ทางบริษัทได้ทำการปิดเพจเฟซบุ๊กและบัญชีผู้ใช้จำนวน 364 บัญชีในประเทศกลุ่มทะเลบอลติก เอเชียกลาง แถบเทือกเขาคอเคซัส และบางส่วนของยุโรป โดยบางเพจนั้นมีความเชื่อมโยงกับพนักงานหรือเจ้าหน้าที่ของสำนักข่าวสปุ๊ตนิก

“แม้ว่าจะมีการปลอมแปลงตัวตน แต่เราก็พบว่าเพจและบัญชีผู้ใช้พวกนี้เกี่ยวพันกับคนที่ทำงานให้สำนักข่าวสปุ๊กนิก” ไกลเชอร์เขียนไว้ในบล็อก

“บางเพจจะโพสต์หัวข้อ เช่น ความรู้สึกเกลียดชังองค์การนาโต้  ขบวนการต่อต้านต่าง ๆ และการต่อต้านคอรัปชั่น”

ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา เฟซบุ๊กถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักเนื่องจากบริษัทออกมายอมรับว่าล่าช้าในการพัฒนาเครื่องมือที่จะต่อกรกับเนื้อหาของพวกหัวรุนแรง และขบวนการชวนเชื่อต่าง ๆ

ขณะที่บริษัทด้านไอทีและโซเชียลมีเดียอื่น ๆ เริ่มพุ่งเป้าไปที่การแทรกแซงจากต่างชาติบนแพลตฟอร์มของตน หลังจากที่มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าบริษัทเหล่านี้ไม่มีมาตรการณ์ที่เพียงพอ เพื่อตรวจสอบ ยุติ รวมทั้งเปิดเผยข้อมูลให้สาธารณชนทราบถึงความพยายามของรัสเซียที่เข้ามามีอิทธิพลต่อการแข่งขันเลือกตั้งประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกาในปี 2016

ด้านอิหร่านและรัสเซีย ต่างก็ปฏิเสธข้อกล่าวหาในการใช้สื่อโซเชียลมีเดียปล่อยแคมเปญสร้างข้อมูลเท็จ อย่างไรก็ดี บริษัทเฟซบุ๊กและทวิตเตอร์ได้ลบโพสต์นับล้านข้อความออก และปิดบัญชีที่เชื่อมโยงและมีอิทธิพลต่อหน่วยปฏิบัติการต่าง ๆ ในช่วงก่อนการเลือกตั้งและการเลือกตั้งกลางสมัยเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา

ทั้งนี้เฟซบุ๊กยังกล่าวว่าข้อมูลลับจากหน่วยบังคับใช้กฎหมายของสหรัฐฯ  ทำให้บริษัทปิดเพจจำนวน 107 เพจ รวมทั้งกลุ่มต่าง ๆ และบัญชีผู้ใช้ รวมถึงบัญชีอินสตาแกรม 41 บัญชี ซึ่งเปิดขึ้นในรัสเซียและมีการดำเนินการในยูเครน

“เราไม่พบความเชื่อมโยงใด ๆ ระหว่างหน่วยปฏิบัติการเหล่านี้ แต่พวกเขาใช้ยุทธวิธีที่คล้ายคลึงกัน สร้างเครือข่ายบัญชีหลอกลวงให้คนเข้าใจผิดว่าพวกเขาคือใครและทำอะไรอยู่” เฟซบุ๊กเผย

สำหรับบัญชีผู้ใช้ในยูเครน เฟซบุ๊กยังพบว่ามีความคล้ายคลึงเชิงกลวิธีบางประการกับความเคลื่อนไหวในรัสเซียในช่วงก่อนการเลือกตั้งกลางสมัย รวมทั้งยังพบพฤติกรรมหรือการกระทำซึ่งเหมือนกับปฏิบัติการขององค์กร Internet Research Agency หรือ IRA ของรัสเซียด้วย

โดยในปี 2018 โรเบิร์ต มูลเลอร์ อัยการพิเศษของสหรัฐฯ ฟ้องร้องและกล่าวโทษ IRA ฐานเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารอันเป็นเท็จทางโซเชียลมีเดีย เพื่อสร้างความขัดแย้งและแตกแยกในช่วงก่อนการเลือกตั้งปี 2016

รายงานข่าวจากนิวยอร์กไทมส์ในเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา อ้างว่ามาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก CEO ของเฟซบุ๊กและเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารคนอื่น ๆ พยายามเบี่ยงเบนประเด็นการวิพากษ์วิจารณ์เป็นการภายในองค์กรและในสภาคอนเกรส เรื่องที่รัสเซียเผยแพร่ข้อมูลชวนเชื่อทางเฟซบุ๊กตลอด 3 ปีที่ผ่านมา

ซัคเคอร์เบิร์กได้แก้ต่างปฏิกิริยาของตนต่อกรณีที่รัสเซียเข้ามาแทรกแซงการเลือกตั้งทางเฟซบุ๊ก เขาได้ออกแผนปฏิบัติการรูปแบบใหม่เพื่อยุติการกระทำที่ไม่ถูกต้อง ขณะเดียวกันยังคงทำให้เฟซบุ๊กเป็นศูนย์กลางการแสดงความคิดเห็นบนโลกออนไลน์ที่เต็มไปด้วยสีสัน

อ้างอิง: Reuters