จีนส่งแท็กซี่ไฟฟ้า 2.1 หมื่นคัน ประเดิมศักราชใหม่

สัญญาณดีรับปีใหม่ เมื่อสภาด้านการคมนาคมขนส่ง (The Transport Commission) ของเมืองเสินเจิ้นออกมาประกาศอย่างเป็นทางการว่า รถแท็กซี่กว่า 21,000 คันในเมืองนั้นเป็นรถที่วิ่งโดยใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ หรือก็คือเป็นรถยนต์ไฟฟ้าแล้วนั่นเอง

การเปลี่ยนแปลงไปสู่รถยนต์ไฟฟ้ายังทำให้เสินเจิ้น หรือที่หลายคนเรียกว่า ซิลิคอนวัลเลย์ของอุตสาหกรรมฮาร์ดแวร์ เป็นที่น่าจับตาในอีกหลายๆ ด้าน หนึ่งในนั้นคือเรื่องของความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพราะถนนในเมืองนั้นเงียบขึ้นกว่าเมื่อหลายปีที่ผ่านมา และทำให้การใช้ชีวิตของชาวเมืองที่มีราว 12 ล้านคนสงบสุขขึ้นจากเสียงเครื่องยนต์ด้วย

โดยการเปลี่ยนแปลงนี้เริ่มเห็นอย่างเป็นรูปธรรมตั้งแต่ปลายปี 2560 เมื่อรถโดยสารสาธารณะในเมืองเสินเจิ้นได้เปลี่ยนไปสู่รถไฟฟ้าทั้งหมดแล้ว และแท็กซี่ก็คือเป้าหมายต่อไปของเมือง ซึ่งในปัจจุบัน ยังเหลือแท็กซี่อีกราว 1,350 คันที่รอการปรับเป็นรถไฟฟ้า ส่วนสาเหตุว่าทำไมถึงปรับพร้อมกันไม่ได้นั้น เหตุผลสำคัญก็คือจำนวนสถานีชาร์จไฟมีไม่เพียงพอ หรืออาจกล่าวได้ว่าทางเมืองยังลงทุนน้อยกว่าความต้องการที่เพิ่มขึ้น

ความไม่พอใจในเรื่องนี้ยังแสดงออกผ่านการทำสำรวจโดยหนังสือพิมพ์รายวันชื่อ เซาท์เทิร์น เมโทรโปลิส เกี่ยวกับความพึงพอใจของคนขับแท็กซี่ในเสินเจิ้น พบว่า 80% ยังไม่พอใจในการบริหารจัดการสถานีชาร์จไฟ ทั้งในแง่ปริมาณที่ไม่เพียงพอ และสถานที่ตั้ง

แม้คนขับแท็กซี่จะยังไม่พึงพอใจนัก แต่เสินเจิ้นก็เปลี่ยนแปลงไปแล้ว และกำลังเป็นทัพหน้าของจีนในฐานะเมืองต้นแบบสู่การปรับระบบขนส่งไปสู่พลังงานไฟฟ้า ที่สำคัญ บริษัทผู้ผลิตรถยนต์และแบตเตอรี่ยักษ์ใหญ่อย่าง BYD ที่มีวอร์เรน บัฟเฟตต์ มหาเศรษฐีชาวอเมริกันถือหุ้นอยู่ด้วยนั้นก็ตั้งอยู่ในเสินเจิ้น

หน่วยงานที่ดูแลด้านการจราจรในเสินเจิ้นอ้างว่ารถแท็กซี่ไฟฟ้านั้นใช้พลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงถึง 70% และรถแท็กซี่ไฟฟ้าทั้งหมดที่วิ่งอยู่นั้น คาดว่าจะลดการปล่อยคาร์บอนสู่ชั้นบรรยากาศลงได้ถึง 856,000 ตัน/ปี

แน่นอนว่าบริษัทที่แอบยิ้มจากการปรับตัวของเสินเจิ้นในตอนนี้คือ BYD เนื่องจากเป็นบริษัทผู้ผลิตรถโดยสารและแท็กซี่ไฟฟ้ารายใหญ่ของเมือง นอกจากนี้ บริษัทยังมีการบุกออกไปยังตลาดต่างๆ เช่น ในอังกฤษ ชิลี และอียิปต์ รวมถึงในเอเชียที่เริ่มมีการส่งออกรถยนต์ไฟฟ้ามายังมาเก๊า สิงคโปร์ และญี่ปุ่นด้วย

ทั้งหมดนี้อาจเป็นสัญญาณที่ดีของการเปลี่ยนแปลง ถึงกระนั้น หากมีการใช้งานไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สิ่งที่ทางเมืองควรพิจารณาให้รอบคอบยิ่งขึ้นก็คือแหล่งที่มาของไฟฟ้า เพราะหากการสร้างพลังงานไฟฟ้ามาจากวัตถุดิบ เช่น ถ่านหิน หรือน้ำมัน บางทีการพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าก็อาจไม่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอยู่ดี

อ้างอิง: TechCrunch