“ธนวัฒน์ สุธรรมพันธุ์” วิเคราะห์ 4 จุดแข็ง Microsoft ประเทศไทย กับกลยุทธ์ “Good to Great”

การตัดสินใจเข้าร่วมงานกับ Microsoft ในเดือนมิถุนายน ปี 2560 ของธนวัฒน์ สุธรรมพันธุ์ กรรมการผู้จัดการบริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) หลังจากทำงานทางด้านแวดวงไอที อุตสาหกรรมการเงิน IBM สิงคโปร์ และฮิวเลตต์-แพคการ์ด (ประเทศไทย) และล่าสุดก็คือเก้าอี้ MD ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย)

ไม่ว่าจะทำงานที่ไหน หลักการในการทำงานร่วมกับคนอื่นของธนวัฒน์ก็คือการกระตุ้นให้ทุกคนกล้าแสดงความคิดเห็น และกล้าที่จะไม่เห็นด้วย เพื่อให้พนักงานรู้สึกว่าเขาไม่ใช่ผู้บริหารที่สั่งงานจากบนลงล่าง ขณะเดียวกันก็ให้ความสำคัญกับการฟังข้อเท็จจริงหรือข้อมูลต่างๆ อย่างรอบด้าน แล้วนำมาวิเคราะห์เพื่อหาทางแก้ไขหรือพัฒนาต่อยอด

เขากล่าวกับ Forbes Thailand ว่า ผลิตภัณฑ์ของ Microsoft ไทย อยู่ภายใต้  4 โซลูชั่นหลักคือ

1. Modern Workplace ช่วยให้พนักงานทำงานได้ทุกที่และทุกอุปกรณ์ มีผลิตภัณฑ์ เช่น Microsoft Office Microsoft OneDrive Microsoft OneNote และ Microsoft Teams

2. Business Application ช่วยจัดการด้านการเงิน การขาย การสรรหาบุคลากร คอลเซ็นเตอร์

3. Applications and Infrastructure เช่น คลาวด์ ที่มีดาต้าเซ็นเตอร์ทุกภูมิภาค ซึ่งล่าสุดมี Microsoft Azure Stack ในรูปแบบ hybrid clound ช่วยให้องค์กรสามารถสร้างและใช้งานแอปพลิเคชันได้ ทั้งบนคลาวด์และระบบขององค์กร และ

4. AI and Data  เช่น AI ใน Microsoft Azure

“สิ่งที่เรามีและคนอื่นยังไม่เท่าเราคือข้อมูลและความสัมพันธ์กับลูกค้า สองอย่างนี้ทำให้เราจัดหาบริการ และผลิตภัณฑ์ที่ตรงกับความต้องการของลูกค้าได้มากกว่า สิ่งนี้เป็นจุดแข็งของ Microsoft ซึ่งก็ต้องเน้น 4 โซลูชั่นควบคู่กันไป เพราะมีความเกี่ยวเนื่องกันไปอย่างแยกไม่ออก” ธนวัฒน์กล่าว

แม้จะเริ่มงานในแผนกบัญชี IBM เป็นเซลทางด้านไฟแนนซ์ เข้าร่วมงานกับบริษัทการเงิน หลังจากจบ MBA ที่ California State University สหรัฐอเมริกา และเข้าร่วมงานกับ IBM อีกครั้งในฐานะผู้ที่คุ้นเคยกับองค์กร และมีความรู้ด้านอุตสาหกรรมการเงิน โดยรับผิดชอบงานขายและงานบริการ ดูแลลูกค้าองค์กรประเภทการสื่อสารและโทรคมนาคม (TELCO) 10 ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประจำสำนักงานสิงคโปร์  รวมทั้งดูแลธุรกิจสำหรับลูกค้าองค์กรขนาดใหญ่ ทั้งภาครัฐเอกชนและกลุ่มลูกค้าทั่วไป ฮิวเลตต์-แพกการ์ด (ประเทศไทย)

แต่โซลูชั่นใหม่ช่วยให้ Microsoft ไทย สามารถนำผลิตภัณฑ์ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี เข้าไปช่วยเสริมทัพลูกค้า ทั้งที่เป็นองค์กรใหญ่ในอุตสาหกรรมโทรคมนาคม ธนาคาร ค้าปลีก และลูกค้าทั่วไป ให้มีโอกาสทางธุรกิจเพิ่มมากขึ้น โดยเขาระบุว่า ภายใน 3 ปี อยากทำให้ Microsoft ไทยเติบโต 2 เท่าด้วยกลยุทธ์ “Good to Great” แทนที่จะมุ่งเป้าไปที่ความสำเร็จขององค์กรเพียงอย่างเดียว

Microsoft ไทยต้องมุ่งไปที่ความสำเร็จของพาร์ทเนอร์และลูกค้าด้วย ทั้งการเสริมทักษะหรือกระตุ้นให้ผู้ใช้บริการได้รู้จักทั้ง 4 โซลูชั่น เพิ่มเสริมการแข่งขันและโอกาสทางธุรกิจ เพราะปัจจุบันพาร์ทเนอร์บางรายอาจรู้จักแค่เพียง 1 โซลูชั่น หรือวันนี้ลูกค้าซื้อผลิตภัณฑ์ไปแล้วแต่ใช้ไม่เต็มที่ ก็ต้องคิดวิธีช่วยให้ลูกค้า นำไปประยุกต์ใช้ให้เกิดผลลัพธ์ดีที่สุด รวมถึงนำโซลูชั่นใหม่ๆ ไปช่วยเรื่อง digital transformation ซึ่งเป็นทิศทางขององค์กรยุคปัจจุบัน

การปฏิรูปธุรกิจด้วยนวัตกรรมดิจิทัล หรือ digital transformation จะสามารถขับเคลื่อน GDP ประเทศไทยให้เติบโตเฉลี่ย 3.7%/ปี ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงกว่าการคาดการณ์ของธนาคารโลกราว 0.4% คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 9,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 2.95 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นตัวเลขที่สะท้อนถึงโอกาสในการสร้างธุรกิจ

สำหรับมูลค่าโอกาสด้าน digital transformation ที่ Microsoft สามารถเข้าไปช่วยลูกค้าทั่วโลก โดยในปี 2538 อยู่ที่ 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ปี 2548 อยู่ที่ 2.5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ปี 2558 อยู่ที่ 2.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และปี 2560 อยู่ที่ 4.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

ในปี 2560 Microsoft มีจำนวนผู้ใช้ Dynamics 365 เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 40% มีจำนวนสมาชิก Xbox Live ที่แอคทีฟจำนวน 53 ล้านราย มีจำนวนผู้ใช้ Office365 100 ล้านราย จำนวนสมาชิก Linkedln 500 ล้านราย มีรายได้รวม 8,995 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีรายได้รวมไตรมาสแรกของปี 2561 อยู่ที่ 2.45 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ

เรียบเรียง: Forbes