กูเกิลล้างบาง “แอปฯ ขุดเงินดิจิทัลบนสมาร์ตโฟน” แล้ว

กูเกิลออกมาประกาศแบนแอปพลิเคชันที่พัฒนาขึ้นมาเพื่อขุดเงินคริปโตบน Play Store แล้ว ส่งผลให้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์จะไม่สามารถดาวน์โหลดแอปฯ เหล่านี้มาติดตั้งได้อีกต่อไป

ซึ่งนโยบายกวาดล้างครั้งนี้เกิดขึ้นตามหลังแอปเปิล คู่แข่งจากฟาก iOS ที่ได้ประกาศแบนไปเมื่อก่อนหน้านี้สำหรับอุปกรณ์ที่ใช้ระบบปฏิบัติการ iOS และ Mac บน App Store

จะเห็นได้ว่านโยบายที่กูเกิลประกาศออกมานั้นไม่ต่างจากแอปเปิลที่อนุญาตให้กับแอปฯ เฉพาะกลุ่มที่ขุดเงินดิจิทัลบนคลาวด์ แต่ถ้าเป็นการประมวลผลบนอุปกรณ์แอนดรอยด์แล้ว นับจากนี้ไปถือว่าผิดกฎ โดยนโยบายของ App Stores ระบุชัดเจนว่า ผู้พัฒนาแอปฯ ที่กระทำการขุดเหมืองนอกอุปกรณ์ เช่น บนคลาวด์ เท่านั้นที่ได้รับอนุญาตให้อยู่บน App stores ได้

ด้านประกาศจากศูนย์นโยบายของ Google Play ก็ระบุข้อความเช่นเดียวกันว่า บริษัทไม่อนุญาตให้แอปฯ สำหรับทำเหมืองเงินคริปโตบนอุปกรณ์ใช้งานได้อีกต่อไป และจะอนุญาตเฉพาะแอปฯ ที่ทำเหมืองแบบระยะไกล (Remotely) เท่านั้น

การบล็อกนักขุดเหมืองบน Play Store นี้เป็นภาคต่อจากการที่กูเกิลบล็อกการขุดเงินดิจิทัลบนเว็บเบราเซอร์ Chrome โดยเว็บไซต์อย่าง Android Police เป็นผู้พบการเปลี่ยนแปลงนโยบายด้านนี้เป็นรายแรก และพบว่ากูเกิลได้มีการประกาศห้ามไปเมื่อเดือนเมษายน ก่อนจะตัดรายชื่อออกอย่างเป็นทางการในเดือนมิถุนายน รวมถึงปรับนโยบายที่ระบุว่าจะยอมให้มีการขุดเงินดิจิทัลได้ตราบเท่าที่พวกเขาสามารถอ้างเหตุผลในการขุดได้ดีเพียงพอ

ทั้งนี้ การแบนเกิดขึ้นเนื่องจากพบว่าร้อยละ 90 ของการขุดบนเบราเซอร์นั้นไม่มีการแจ้งกับผู้ใช้งานว่ามีฟังก์ชันนี้ผนวกอยู่ด้วย

สำหรับการจำกัดขอบเขตของแอปฯ สำหรับขุดเงินดิจิทัลของแอปเปิลนั้นมีขึ้นเพื่อป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้กับตัวอุปกรณ์ เช่น การสิ้นเปลืองแบตเตอรี่มากเกินไป หรือการเกิดความร้อนสูงกับตัวเครื่อง นอกจากนั้นยังรวมถึงพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์อื่นๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้ เช่น กรณีของแอปฯ ที่เสนอเงินคริปโตเพื่อแลกกับการดาวน์โหลดแอปฯ อื่นๆ หรือแอปฯ ที่ขอให้โพสต์โปรโมตบนโซเชียลเน็ตเวิร์ก ฯลฯ

ทั้งนี้ แอปฯ ที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมเป็นสิ่งที่สร้างความปวดหัวให้กับกูเกิลมาเป็นระยะๆ โดยกูเกิลออกมายอมรับว่า แอปฯ ที่ให้บริการบน Play Store ต้องมอบคุณค่าให้ผู้ใช้งานผ่านการสร้างสรรค์คอนเทนต์หรือบริการที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวได้ และพวกเขาไม่ควรลอกเลียนคอนเทนต์หรือความสามารถจากแอปฯ อื่นๆ โดยไม่ใส่คุณค่าเพิ่มลงไป อีกทั้งยังไม่ควรอัปโหลดแอปฯ ที่มีคอนเทนต์แบบเดียวกันขึ้นไปบน Play Store ด้วย

นโยบายของกูเกิลยังปฏิเสธแอปฯ ที่สร้างโดยเครื่องมืออัตโนมัติ หรือสร้างโดยเทมเพลตที่วางไว้แล้วด้วยเช่นกัน ซึ่งกรณีนี้อาจได้รับการยกเว้นหากแอปฯ นั้นๆ ถูกเผยแพร่โดยนักพัฒนาแบบบุคคล แต่ทั้งหมดทั้งมวล สรุปได้ว่ากูเกิลไม่ต้องการแอปฯ ที่พัฒนาโดยเครื่องมืออัตโนมัติขึ้นมาอยู่บน Play Store แต่อย่างใด

นอกจากนั้น สิ่งที่กูเกิลไม่ต้องการอีกข้อก็คือ แอปฯ ที่แสดงแต่โฆษณา โดยเฉพาะโฆษณาประเภทเต็มหน้าจอในทุกๆ ครั้งที่ผู้ใช้งานคลิก หรือมีปฏิสัมพันธ์กับแอปฯ และกูเกิลยังเพิ่มกฎการแบนแอปฯ ใหม่อีกหนึ่งข้อด้วย นั่นคือแอปฯ ประเภทที่ออกแบบมาสำหรับเด็ก แต่ภายในบรรจุคอนเทนต์สำหรับผู้ใหญ่

กฎประการสุดท้ายของกูเกิลสำหรับการแบนแอปฯ ก็คือ แอปฯ ประเภทที่ปลอมเป็นแบรนด์หรือองค์กร

แม้จะมีข้อกังขาว่ากูเกิลจะสามารถตรวจจับแอปฯ ที่ละเมิดนโยบายเหล่านี้ได้อย่างไร แต่อย่างน้อย นักวิจัยด้านซิเคียวริตี้หรือผู้บริโภคก็สามารถช่วยได้ด้วยการรายงานหากพบการกระทำที่ไม่เหมาะสมบนแอปฯ เหล่านี้ เพื่อที่ว่ากูเกิลจะได้นำไปจัดการกับบรรดาแอปฯ ที่ละเมิดข้อตกลงต่อไป


อ้างอิง: zdnet.com