ครม. ปลดล็อกให้นำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์

กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รับมอบดำเนินประสานหน่วยงาน หลังที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้เห็นชอบหลักการกฎหมายส่งเสริมการใช้ประโยชน์ผลงานวิจัยและนวัตกรรม หรือที่เรียกกันว่า Bayh–Dole Act

ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ เปิดเผยในเพจเฟซบุ๊กว่า กฎหมายฉบับนี้ช่วยปลดล็อกให้มหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยของรัฐหันมาทำวิจัยที่เอาไปใช้ประโยชน์ได้ดีขึ้น รวมไปถึงการทำวิจัยที่เป็นเทคโนโลยีเชิงลึกมากขึ้น และช่วยให้มหาวิทยาลัยที่มีเทคโนโลยีที่มีความก้าวหน้ามีโอกาสพัฒนา Startup ผลิตสินค้านวัตกรรมขายทั่วโลก เช่น MIT Carnegie Mellon และ Stanford

กฎหมายส่งเสริมการใช้ประโยชน์ผลงานวิจัยและนวัตกรรม เป็นกฎหมายที่ประเทศที่มีความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ในหลายประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น เกาหลี และอินเดีย ได้ประกาศใช้เป็นเวลานานแล้ว ในสหรัฐอเมริกาได้ประกาศใช้ในปี ค.ศ. 1980 ซึ่งส่งผลให้การลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาของทั้งภาครัฐและเอกชนเพิ่มมากขึ้น เกิดทรัพย์สินทางปัญญากว่า 13,600 ฉบับ มหาวิทยาลัยยื่นจดสิทธิบัตรประมาณ 3,000 ฉบับ/ปี และเกิดบริษัทตั้งใหม่ที่ได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากมหาวิทยาลัย 5,000 บริษัท รวมถึงเกิดการจ้างงานจากเทคโนโลยีที่เกิดจากมหาวิทยาลัยมากกว่า 250,000 อัตรา ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้สหรัฐอเมริกามีฐานความสามารถทางเทคโนโลยีในอันดับต้นๆ ของโลก

ประเทศไทยได้นำแนวคิดนี้มาปรับใช้ให้เหมาะสมกับการขับเคลื่อนให้เกิดระบบเศรษฐกิจนวัตกรรม ซึ่งปัจจุบันมีมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยหลายแห่งที่เริ่มมีการทำวิจัยเชิงลึก เช่น มหาวิทยาลัยวิจัย 9 แห่ง (RUN) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยี สวทช. และสถาบันวิจัยเฉพาะทางอื่นๆ เมื่อมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยได้เป็นเจ้าของผลงานวิจัยแล้ว จะสามารถนำไป license ต่อให้กับภาคผลิตและบริการได้อย่างคล่องตัว ได้รับรายได้กลับมาที่หน่วยงานและจัดสรรให้กับนักวิจัย เมื่อนักวิจัยได้รับส่วนแบ่งรายได้ ก็จะเกิดแรงจูงใจในการสร้างผลงานวิจัยที่มีคุณภาพตรงกับความต้องการของภาคการผลิตและบริการ ยิ่งไปกว่านั้น หากนักวิจัยจะนำเอาผลงานวิจัยนั้นไปต่อยอดและทำธุรกิจเอง เกิดเป็น Spin-off Company หรือจัดตั้งเป็นบริษัท Startup ทำธุรกิจเทคโนโลยีและนวัตกรรมก็สามารถทำได้อย่าง รวดเร็วและทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี

“กฎหมายฉบับนี้ จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในระบบวิจัยและนวัตกรรมของประเทศไทย เป็นกลไกที่ช่วยกระตุ้นให้ผลงานวิจัยที่เกิดขึ้นในมหาวิทยาลัยถูกถ่ายทอดไปยังบริษัทเอกชน สร้าง Startup และบริษัทที่ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ช่วยขับเคลื่อนประเทศได้ตามเป้าหมาย ทำให้เกิดการจ้างงาน สร้างรายได้ให้แก่นักวิจัย ผู้ประกอบการ และบริษัท ส่งผลให้รัฐจัดเก็บภาษีได้มากขึ้น และนำเอารายได้จากภาษีนี้กลับมาลงทุนด้านการวิจัยต่อไปได้อีก จะเห็นได้ว่า กฎหมายนี้ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจของประเทศในหลายภาคส่วนมากครับ”

ทั้งนี้ กระทรวงใหม่ที่จะจัดตั้งขึ้น (จากการควบรวมหน่วยงานอุดมศึกษา หน่วยงาน granting agencies และกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี) จะทำหน้าที่ขับเคลื่อนเรื่องนี้ต่อไปทั้งด้านการสร้างความเข้มแข็งของ Technology Licensing Office ของมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัย ไปจนถึงการสนับสนุนการวิจัย และการส่งเสริมธุรกิจนวัตกรรมให้เกิดผลเป็นรูปธรรมโดยเร็ว