ผลประกอบการอินเทลฉุดความมั่นใจนักวิเคราะห์ ดึงหุ้นตก 8%

หุ้นอินเทลตกแรงถึง 8% หลังจากบริษัทเปิดผลประกอบการไตรมาส 4 ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ อีกทั้งยังไม่ให้คำอธิบายใดๆ มากนักเกี่ยวกับผลประกอบการไตรมาสนี้ รวมถึงการสรรหาซีอีโอคนใหม่มาแทน Brian Krzanich ที่ลาออกไปหลังบริษัททราบว่าเขามีความสัมพันธ์ส่วนตัวกับพนักงานอินเทล และในตอนนี้ต้องให้ Bob Swan ประธานบริหารฝ่ายการเงินรักษาการตำแหน่งซีอีโอแทน

โดยรายได้ของอินเทลในไตรมาสนี้เพิ่มขึ้น 9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา (งบดังกล่าวปิดในวันที่ 29 ธันวาคม ปี 2561) และสิ่งที่ Swan กล่าวต่อนักวิเคราะห์ในการประชุมก็คือการยอมรับว่าบริษัทอยู่ระหว่างการสรรหาซีอีโอที่เชื่อว่าจะเป็นการสรรหาที่เปิดกว้างที่สุดและดีที่สุดเท่าที่เคยมีมา รวมถึงตระหนักดีว่าต้องดำเนินการเรื่องนี้อย่างเร่งด่วน และก็ต้องมั่นใจว่า บุคคลที่คัดสรรมานั้นเหมาะสมต่อองค์กร

สำหรับธุรกิจที่สร้างรายได้ให้กับอินเทลสูงสุดในไตรมาสนี้ก็คือ ธุรกิจที่เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (รวมชิปคอมพิวเตอร์พีซี) โดยมีมูลค่า 9.82 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และถือเป็นรายได้ที่เพิ่มขึ้นถึง 10% แต่ก็ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์จาก FactSet คาดการณ์เอาไว้ที่ 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐไปพอสมควร รักษาการซีอีโออินเทลให้เหตุผลในส่วนนี้ว่า เนื่องจากระบบการผลิตสินค้าไม่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของตลาดได้ และบริษัทอยู่ระหว่างการเพิ่มขีดความสามารถในการผลิตให้มากขึ้น ซึ่งคาดว่าจะทำให้เกิดสมดุลในระบบได้ประมาณกลางปีนี้ ส่วนธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งรวมธุรกิจชิปสำหรับผู้ให้บริการคลาวด์เอาไว้นั้น ทำรายได้ไป 6.07 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์จาก FactSet คาดการณ์ไว้เช่นกัน ที่ 6.35 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เช่นเดียวกับธุรกิจหน่วยความจำ (Non-Volatile Memory Solution Group) ที่ทำรายได้ไป 1.11 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ที่ 1.12 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ สิ่งที่น่ากังวลคือธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ ที่มีการเติบโตลดลงทั้งในจำนวนที่ขายได้ และราคาขายเฉลี่ย โดยลดจาก 50% ลงมาเหลือ 24% โดยอินเทลกล่าวว่า มาจากสถานการณ์ที่ผู้ให้บริการคลาวด์ต้องเผชิญกับการขยายธุรกิจที่มากเกินไป โดยอินเทลคาดว่าจะแจกปันผลที่ 87 เซนต์/หุ้น

ขณะที่นักวิเคราะห์คาดหวังที่ 1.01 ดอลลาร์สหรัฐ/หุ้น จากรายได้ทั้งหมด 1.735 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ และสำหรับปีการเงิน 2561 อินเทลคาดว่าจะจ่ายได้ที่ 4.60 ดอลลาร์สหรัฐ/หุ้น จากตัวเลขรายได้รวม 7.15 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่กรณีนี้จะพบว่าตัวเลขรายได้ของอินเทลเติบโตขึ้นไม่ถึง 1% สำหรับมูลค่าหุ้นของอินเทล มีการเติบโตขึ้น 6% นับจากเริ่มศักราชใหม่ ขณะที่เมื่อปี 2561 ที่ผ่านมา หุ้นอินเทลโตขึ้นเกือบ 10% ทั้ง ๆ ที่บริษัทใน S&P 500 มีผลประกอบการเฉลี่ยลดลงราว 7%

จากภาพรวมที่น่าจะดีนั้น สิ่งที่ทำให้เกิดสถานการณ์หุ้นร่วงอย่างแรงของอินเทลจึงมาจากการรายงานต่อนักวิเคราะห์ที่อินเทลทำให้เกิดความหวั่นไหว และมีหลายคนมองว่าธุรกิจของอินเทลเริ่มมีความเสี่ยง เช่น Weston Twigg จาก KeyBanc Capital Markets ที่ส่งรายงานออกมาว่า เป็นตัวเลขที่น่าผิดหวัง

“สถานการณ์ในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ตอนนี้เจอแรงปะทะจากหลายด้าน ตั้งแต่เศรษฐกิจจีนที่เติบโตลดลง ยอดขายสมาร์ทโฟนที่ไม่ดีเหมือนเก่า อุตสาหกรรมรถยนต์ก็ยังมีความต้องการชิปน้อย ไปจนถึงเรื่องที่รัฐบาลสหรัฐอเมริกาชัทดาวน์ และสงครามการค้า ซึ่งธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับปัญหาเหล่านี้ล้วนเป็นพาร์ทเนอร์คนสำคัญของอินเทลทั้งสิ้น ซึ่งการที่อินเทลมีปัญหา ไม่สามารถผลิตสินค้าที่รองรับความต้องการของตลาดได้ก็อาจช่วยให้อินเทลไม่ต้องปะทะกับปัญหาเหล่านั้นไปด้วย อย่างไรก็ดี เราหวังว่า สิ่งที่จะตามมาในไตรมาส 1 ก็คือเรื่องความต้องการในดาต้าเซ็นเตอร์ที่ลดลง และธุรกิจโมเด็มของแอปเปิลที่อินเทลขายชิปให้จะมีความต้องการลดลงด้วยนั่นเอง” Weston กล่าว

โดยในส่วนของธุรกิจโมเด็มนั้น Swan รักษาการซีอีโอของอินเทลได้เคยกล่าวไว้ว่า รายได้ในส่วนนี้ลดลงเพราะ 2 ปัจจัย คือความต้องการซื้อสมาร์ทโฟนของตลาดมีน้อยลง กับอีกข้อมาจากแรงประท้วงในตลาดจีน ที่เกี่ยวข้องกับสงครามการค้า

อินเทลยังเผยด้วยว่า ในปี 2562 บริษัทจะเริ่มขยายโรงงานการผลิตในสหรัฐอเมริกาและต่างประเทศ ซึ่งคาดว่าจะสร้างความหลากหลายด้านการจ้างงานให้กับพนักงานในสหรัฐอเมริกาได้ภายใน 2 ปี รวมถึงมีการเปิดตัวโปรเซสเซอร์รุ่นใหม่สำหรับคอมพิวเตอร์เดสก์ท็อปด้วย สำหรับในปี 2562 อินเทลคาดว่าจะมีค่าใช้จ่ายประมาณ 15.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ สูงกว่าที่ FactSet คาดการณ์ไว้ที่ 14.26 พันล้านดอลลาร์สหรัฐเช่นกัน

อ้างอิง: CBNC.com