สตาร์ทอัพอิสราเอล คิดค้นเทคโนฯ ต่อสู้ fake news

ต้องยอมรับว่าการต่อสู้กับ Fake News ในช่วงเวลาที่ผ่านมานั้น เป็นเรื่องที่ยากลำบากมากสำหรับแบรนด์ และมีการประเมินกันว่า Fake News นั้นคือภัยเบอร์ต้นๆ ของแบรนด์ในทุกวันนี้เลยทีเดียว

ข่าวดีก็คือ ได้มีสตาร์ทอัพรายหนึ่งจากอิสราเอล ชื่อ Cyabra Strategy ที่ออกมาสร้างความเชื่อมั่นให้กับแบรนด์อีกครั้ง โดย Cyabra บอกว่า ทีมงานของพวกเขานั้น ส่วนหนึ่งมาจากหน่วยงานด้านไซเบอร์ซิเคียวริตี้ และหน่วยงานด้านอัจฉริยภาพของกองทัพอิสราเอล ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านการจับพฤติกรรมผิดปกติบนโซเชียลมีเดีย เช่น การปลอมภาพโปรไฟล์ อะวาตาร์ หรือบ็อทต่าง ๆ

จากความสามารถนี้ พวกเขาแสดงออกมาผ่านการพัฒนาอัลกอริทึมโดยใช้ Deep Learning และบิ๊กดาต้าในการตรวจจับข้อมูลผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นได้บนโลกอินเทอร์เน็ต เทคโนโลยีของ Cyabra จะพิจารณาจากโปรไฟล์ และค้นหาปัจจัยต่างๆ ที่อาจแปลความได้ว่า โปรไฟล์นั้นๆ ถูกปลอมขึ้นมา เช่น วันที่ในการสร้างโปรไฟล์ ถ้ามันถูกสร้างขึ้นมาไม่นานก็มาโปรโมตแคมเปญแล้ว ก็เป็นไปได้ว่า โปรไฟล์นั้นๆ อาจมีเจตนาที่ไม่สุจริต หรือประวัติการใช้งานโปรไฟล์ หากถูกสร้างมาแค่ไม่กี่วัน แต่มีคนบนอินเทอร์เน็ตกดธงแดงเพื่อแสดงว่าต้องการแบน ก็ไม่ใช่สัญญาณที่ดี และข้อสุดท้ายก็คือ มีมนุษย์จริงๆ เข้ามาใช้งานโปรไฟล์นั้นๆ มากน้อยแค่ไหน

“ไม่ว่าใครก็ตามที่เข้ามาบนโลกออนไลน์จะต้องทิ้งร่องรอยเอาไว้ให้ติดตามได้ ไม่ว่าจะเป็นบน Google+, บล็อก หรืออีเมลแอคเคาน์ เพราะคนเหล่านี้ไม่ได้มีการใช้งานเฟซบุ๊กแต่เพียงอย่างเดียว” เซนดิ แฟรงไจ ผู้ร่วมก่อตั้ง Cyabra กล่าว และนั่นทำให้ระบบอัลกอริทึมของบริษัทสามารถจำกัดการโจมตีด้วย Fake News ได้ภายใน 1 – 2 วัน ซึ่งแฟรงไจได้เปรียบเทียบอัลกอริทึมของเขากับการทำงานของนักวิเคราะห์มืออาชีพว่า ต้องใช้นักวิเคราะห์ระดับท็อปถึง 20 คน ทำงานนาน 6 วัน จึงจะสามารถค้นหาข้อมูลระดับนี้ได้ ซึ่งผลก็คือ เขามองว่าอัลกอริทึมของเขาสามารถตอบโจทย์ภาคธุรกิจได้มากกว่า ในฐานะที่ช่วยธุรกิจให้รอดพ้นจากการโจมตีด้วยข้อมูลข่าวสารที่เป็นเท็จได้อย่างรวดเร็ว

Cyabra ก่อตั้งขึ้นเมื่อเดือนสิงหาคมปีที่ผ่านมาภายใต้ทีมงาน 9 ชีวิต และสามารถระดมทุนได้ 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ นอกจากนั้น เมื่อต้นปีนี้ โคคาโคลาก็ได้เลือกให้ Cyabra ติด 1 ใน 12 สตาร์ทอัพที่ได้เข้าร่วมโครงการเดอะบริดจ์ (The Bridge) ซึ่งเป็นโครงการในการนำเทคโนโลยีมาใช้ในเชิงพาณิชย์ของบริษัทด้วย

“Cyabra ถือได้ว่าเปิดตัวได้ถูกจังหวะ และสามารถตอบโจทย์ความต้องการของธุรกิจได้” รามิ เบน-บารัก ที่ปรึกษาอาวุโสของ Cyabra และอดีตรองผู้อำนวยการของ Mossad หน่วยงานด้านอัจฉริยภาพของรัฐบาลอิสราเอลกล่าว

“Fake News เป็นปรากฏการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อโลก ทั้งในด้านเศรษฐกิจและการเมืองอย่างแท้จริง และอาจกล่าวได้ว่าเป็นภัยอันดับหนึ่งต่อระบอบประชาธิปไตยและโลกตะวันตก ที่ทำให้เราต้องระมัดระวังมากขึ้นว่า เหตุการณ์ต่างๆ รอบตัวเรานั้น เกิดจากการโน้มน้าวของคนบางกลุ่มที่ปลอมตัวมาหรือไม่”

ทั้งนี้ เบน-บารักได้ยกตัวอย่างแคมเปญจำนวนมากที่นำไปสู่ความเข้าใจผิด และมีผลเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง โดยเฉพาะการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาเมื่อปี 2559 รวมถึงกรณีของเคมบริดจ์ อะนาไลติกาที่แสดงให้เห็นถึงช่องโหว่ของแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียที่บริษัทด้านการตลาดสามารถดึงข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้งานออกไปได้ และนำไปสู่การสอบสวนครั้งใหญ่กับเฟซบุ๊กโดยสภาคองเกรสของสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรป

นอกจากนั้น แฟรงไจยังได้ยกตัวอย่างของผู้บริหารเป็ปซี่-โคอย่าง อินทรา นูยี ที่เคยให้สัมภาษณ์เมื่อเดือนพฤศจิกายน ปี 2559 โดยอ้างอิงถึงการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาว่า พนักงานผู้หญิงที่ไม่ใช่คนผิวขาว หรือพนักงานกลุ่ม LGBT ของเธอนั้นกังวลเกี่ยวกับความแตกแยกในสังคมที่มาจากนโยบายของทรัมป์ ซึ่งข้อความนี้ได้ถูกหลายเว็บไซต์นำไปปรับแต่งในเชิงลบ และทำให้เกิดการบอยคอตสินค้าของเป๊ปซี่ รวมถึงทำให้หุ้นบริษัทตกลงด้วย ซึ่งแฟรงไจกล่าวว่า หากซีอีโอของเป๊บซี่-โคได้ทราบว่า เธอกำลังถูกโจมตีโดยใช้ Fake News อยู่ เธอจะสามารถใช้สื่อชี้แจงได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น


อ้างอิง: Techinasia.com