การ์ทเนอร์ หั่นตลาดไอทีติดลบ 9.3%

บริษัทการ์ทเนอร์ อิงค์ ปรับลดคาดการณ์แนวโน้มการใช้จ่ายเทคโนโลยีในประเทศไทย ว่าจะติดลบ 9.3% เหลือ 6.49 แสนล้านบาท  จากตัวเลขประมาณการต้นปีอยู่ที่ 7.52 แสนล้านบาท โดยกลุ่มที่รับผลกระทบสูงสุด เป็นตลาดอุปกรณ์ดีไวซ์ พีซี แท็บเล็ท สมาร์ทโฟน  และดาต้าเซ็นเตอร์

ดีไวซ์เป็นตลาดที่ได้รับผลกระทบ ติดลบต่ำสุด 18.1% ตามมาด้วยดาต้าเซ็นเตอร์ติดลบ 17.9% บริการไอที ติดลบ 6.7% บริการสื่อสารติดลบ 5.9% และเอ็นเตอร์ไพร้ส ซอฟต์แวร์ ติดลบ 3.6%

ส่วนแนวโน้มการใช้จ่ายไอทีทั่วโลกปีพ.ศ.2563 การ์ทเนอร์คาดว่าจะมีมูลค่า 3.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยลดลง 8% จากปีพ.ศ.2562 เนื่องจากการระบาดของโคโรนาไวรัสและผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลกทำให้ซีไอโอหรือผู้บริหารด้านเทคโนโลยีสารสนเทศขององค์กรต้องจัดลำดับความสำคัญของการใช้จ่ายด้านเทคโนโลยีและบริการที่ถือว่าเป็น “ภารกิจสำคัญยิ่ง” ต่อแนวคิดเพื่อมุ่งสู่การเติบโตหรือเปลี่ยนผ่านขององค์กร

ในตลาดไอทีโลกนั้น ตกลงทุกกลุ่มเช่นกัน ทั้งดีไวซ์และดาต้าเซ็นเตอร์ แต่ด้วยผลโควิด-19 ที่ให้การทำงานจากระยะไกล เซคเม้นท์ย่อย อย่างบริการพับลิคคลาวด์ จะเติบโต 19% คลาวด์เบสเทเลโฟนี แอนด์แมสเสจจิ้งและคลาวด์เบสคอนเฟอเรนซ์ ก็เติบโตสูง 8.9% และ 24.3% ตามลำดับ

การใช้จ่ายไอที จะฟื้นตัวอย่างช้าๆ โดยกลุ่มที่กระทบสูงสุด ได้แก่บันเทิง ขนส่งทางอากาศและอุตสาหกรรมหนัก ซึ่งคาดว่าจะต้องใช้เวลาอีกสามปีเพื่อให้การกลับมาใช้จ่ายเทียบเท่ากับปีพ.ศ.2562

ทั้งนี้การฟื้นตัวขององค์กรทั้งหลายจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนชุดความคิด เน้นการมุ่งไปข้างหน้า เพราะไม่มีทางที่ตลาดจะกลับมาเหมือนเดิม

จอห์น-เดวิด เลิฟล็อค รองประธานฝ่ายวิจัยของการ์ทเนอร์ ระบุว่า ซีไอโอปรับเข้าสู่หมวดฉุกเฉินที่เน้นลดค่าใช้จ่ายให้มากที่สุด ซึ่งหมายถึงการลดการลงทุนและจัดลำดับความสำคัญของงานต่างๆ ที่ทำให้ธุรกิจยังดำเนินไปได้ ซึ่งจะเป็นความสำคัญสูงสุดของเกือบทุกองค์กรตลอดปีนี้

การฟื้นตัวจะแตกต่างจากที่ครั้งที่ผ่านมา เนื่องจากการถดถอยครั้งนี้เกิดขึ้นทั้งฝั่งซัพพลายและดีมานด์ อันเป็นผลพวงจากการเริ่มผ่อนคลายข้อจำกัดด้านสาธารณสุข ข้อกำหนดทางสังคมและธุรกิจ