ภาพถ่าย“มัลติสเปกตรัม”ทางรอดเกษตรยุคใหม่

ผู้เชี่ยวชาญชี้เกษตรยุคใหม่ควรใช้ประโยชน์จากดาวเทียมและโดรนผ่านเทคโนโลยีภาพถ่ายมัลติสเปกตรัม (Multispectral Image) และ Big Data เอกซเรย์ปัญหาที่ตาเปล่ามองไม่เห็น ประมวลสภาพดิน ฟ้า อากาศ ล่วงหน้า พยากรณ์ผลผลิตได้แม่นยำลดความสูญเสีย 

ดร.อัมรินทร์ ดรัณภพ ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมอวกาศ ในฐานะที่ปรึกษา บริษัท AgriTech Global Services ผู้ให้บริการข้อมูลดาวเทียม ปัญญาประดิษฐ์ วิเคราะห์สภาพดินและพืชนาโน กล่าวว่า การเกษตรของไทยส่วนใหญ่ยังเป็นแบบดั้งเดิม ไม่ค่อยนิยมใช้แพลตฟอร์มสมาร์ทฟาร์ม การเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีดิจิทัล (Digital Transformation) เกิดขึ้นในวงจำกัด ทั้งนี้เกษตรของไทยควรใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีเพื่อปรับปรุงผลผลิตและประสิทธิภาพ 

ดร.อัมรินทร์ เปิดเผยว่าเทคโนโลยีการเกษตรยุคใหม่ ได้แก่ ระบบภาพถ่ายมัลติสเปกตรัม (Multispectral Image) ด้วยดาวเทียม โดรนติดกล้องถ่ายภาพมัลติสเปกตรัม 

ภาพถ่ายมัลติสเปกตรัม ทำหน้าที่เหมือนเครื่อง “เอกซเรย์” ด้วยการบันทึกภาพความเปลี่ยนแปลงการเติบโตของพืชผลและใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) สำรวจจุดบกพร่องผ่านการวิเคราะห์ด้วยโปรแกรมอันทันสมัยที่สามารถระบุพิกัดแปลงเกษตรกรเฉพาะราย ในขณะที่โดรนติดกล้องกล้องถ่ายภาพ มัลติสเปกตรัม ทำหน้าที่เหมือนเครื่อง “ซีที สแกน” หรือ Computerized Tomography Scan เพื่อวินิจฉัยโรคหรือสาเหตุที่ทำให้พืชผลในแปลงของเกษตรมีปัญหา ประโยชน์ของการใช้โดรน คือ สามารถเข้าถึงพื้นที่ที่คนเข้าไปไม่ถึง และ สามารถฉายภาพวิเคราะห์แบบเจาะลึกด้วยโปรแกรม Hyperspectral ที่ใช้เซ็นเซอร์ขั้นสูงและความสามารถในการถ่ายภาพดิจิทัล ข้อมูลที่รวบรวมได้จากอุปกรณ์ดังกล่าวเป็นประโยชน์ในการปรับปรุงผลผลิตพืชและประสิทธิภาพของฟาร์ม 

ภาครัฐ ภาคเอกชนและภาคเกษตรกร ควรรวมตัวกันสร้างแพลตฟอร์มร่วมกันโดยนำเทคโนโลยี ดาวเทียมและโดรนมาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อทุกฝ่าย อาจอยู่ในรูปแบบ “วิสาหกิจชุมชน” เนื่องจากปัจจุบันเทคโนโลยีดังกล่าวค่าใช้จ่ายไม่ได้สูงเหมือนในอดีต มีความทันสมัยและช่วยลดต้นทุนการผลิต สามารถพยากรณ์ เฝ้าระวังและอารักขาผลผลิตพืชได้ทันท่วงทีและป้องกันความสูญเสียได้อย่างมีประสิทธิภาพ  

“เนื่องจากพื้นที่เกษตรแปลงใหญ่ เกษตรกรไม่สามารถดูแลพืชผลทุกต้นได้อย่างทั่วถึง การใช้เทคโนโลยี คือ คำตอบและหากพืชเริ่มป่วยไม่สามารถตรวจดูด้วยตาเปล่าแต่เทคโนโลยีภาพถ่ายมัลติสเปกตรัมที่อยู่บนดาวเทียมและโดรนสามารถจับความผิดสังเกตนี้ได้ จึงควรส่งเสริมให้เกษตรกรนำนวัตกรรมเหล่านี้มาใช้”  ดร.อัมรินทร์กล่าว 

นอกจากนี้เทคโนโลยีภาพถ่ายมัลติสเปกตรัมด้วยดาวเทียม ช่วยลดต้นทุนในการเดินทางข้ามจังหวัด ซึ่งปัจจุบันความก้าวหน้าของดาวเทียมสามารถถ่ายภาพได้วันละ 12 ภาพในพิกัดเดิม จากเดิมต้องใช้เวลา 14 – 21 วัน เพราะต้องรอให้ดาวเทียมวนรอบโลก 1 รอบ ดังนั้นเทคโนโลยีใหม่ ใน 1 ปี จะมีภาพถ่ายดาวเทียมที่เห็นการเปลี่ยนแปลงของผลผลิตพืช ถึง 4,380 ภาพต่อปี หรือ 365 วัน หรือ วันละ 12 ภาพ สามารถนำมาเป็นข้อมูลชั้นดีในการวิเคราะห์ด้วยระบบ Big Data Analytics การเจริญเติบโต สภาพภูมิอากาศ สภาพภูมิประเทศ ความชื้น สภาพผืนดิน หรือ สามารถเปรียบเทียบผลผลิตระหว่างแปลงหรือระหว่างพื้นที่ ข้ามจังหวัดและประเทศได้ 

“สิ่งสำคัญในคุณภาพของระบบ Big Data ในภาคเกษตร คือต้องมีข้อมูลต่อเนื่องสม่ำเสมอเพื่อให้ปัญญาประดิษฐ์ ได้วิเคราะห์ถึงความเปลี่ยนแปลงจากฐานข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพและถูกต้อง”

ประเทศไทยมีดาวเทียมไทยโชต (Thaichote) 2 ดวง ต่างจากประเทศสหรัฐอเมริกา มีถึง 200 ดวง ทุกประเทศบนโลกสามารถเข้าถึงฐานข้อมูลดาวเทียมเอกชนได้ โดยเฉพาะประเทศที่พึ่งพาการเกษตรเป็นเศรษฐกิจหลักและต้องแข่งขันในตลาดโลก เช่น เวียดนาม กัมพูชา และไทย ต่างปลูกข้าวเป็นสินค้าเกษตร ดาวเทียมสามารถวิเคราะห์และคาดการณ์ปริมาณผลผลิตของประเทศเพื่อนบ้านในแต่ละปีได้ รวมทั้งวิเคราะห์ได้ว่าพื้นที่ปลูกข้าวของแต่ละประเทศ คุณภาพ ปริมาณและสุขภาพข้าวเป็นอย่างไร จากนั้นนำข้อมูลมาพยากรณ์กำลังการผลิตข้าวที่จะออกในฤดูกาลถัดไป ทำให้รู้ ราคาและปริมาณข้าวล่วงหน้าในตลาดโลกและสามารถวางแผนการผลิตและแข่งขันได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

“เงินกู้ 4 แสนล้านบาทของรัฐบาล เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของไวรัสโคโรน่าควรนำมาใช้พัฒนาภาคเกษตรไทยด้วยการสนับสนุนเกษตรกรให้เข้าถึงเทคโนโลยีและนวัตกรรมดาวเทียมและโดรน เพราะสิ่งนี่คือ อนาคตการเกษตรยุคใหม่” ดร.อัมรินทร์กล่าว