NIA ร่วมแบงค์รัฐ หนุนสตาร์ทอัพฝ่ากระแสโควิด-19

เอ็นไอเอ ร่วมธนาคารออมสิน ให้สินเชื่อปลอดดอกเบี้ย หวังดันสตาร์ทอัพไทย ฝ่ากระแสโควิด-19  พร้อมอัดงบ 50 ล้านหนุนนวัตกรรมต้านโควิด-19 ด้านอดีตนายกสมาคมสตาร์ทอัพไทย หวั่นวิกฤตโควิด ปิดธุรกิจสตาร์ทอัพ พร้อมขายธุรกิจสู่ต่างชาติ

พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ  เล่าถึงแนวทางที่เอ็นไอเอ จะเร่งหามาตรการทางการเงิน เพื่อมาช่วยเหลือสตาร์ทอัพไทย ที่ได้รับผลกระทบจากพิษเศรษฐกิจผลพวง โควิด-19 โดยเฉพาะกลุ่มที่ได้รับผลกระทบโดยตรง ทั้งท่องเที่ยว อีเวนต์ ธุรกิจบริการ ซึ่งมีมากกว่าสิบราย

เอ็นเอไอจะโยกงบประมาณบางส่วนเพื่อใช้สนับสนุนดอกเบี้ย 36 เดือนให้กับสตาร์ทอัพที่ผ่านการกู้เงินจากธนาคารพันธมิตรของเอ็นไอเอที่จะเข้าร่วม ซึ่งอยู่ระหว่างการเจรจาสองถึงสามแห่ง

เขายอมรับว่า การกู้เงินของสตาร์ทอัพอาจจะยังมีอุปสรรค เนื่องจากบางรายอาจมีนักลงทุนกลุ่มทุนร่วมลงทุนหรือวีซีหลายรายที่ถือหุ้น และหากมีวีซีบางราย ที่ไม่มีนโยบายการให้ใช้เงินกู้ ก็ไม่อาจใช้กลไกนี้เสริมสภาพคล่องได้

เมื่อผ่านวิกฤตในครั้งนี้ เป็นไปได้อย่างยิ่งที่จำนวนสตาร์ทอัพที่กำลังจะเติบโต ต้องสะดุดหรือล้มหายไป หากปรับตัวได้ช้า

นอกจากมาตรการสำหรับผู้ได้รับผลกระทบแล้ว เอ็นไอเอได้ดึงงบประมาณ 50 ล้านบาท สำหรับสนับสนุนโครงการนวัตกรรมที่ช่วยคุมโรคระบาด แก้ไขปัญหาและลดผลกระทบโควิด-19   ได้แก่ ด้านระบบการติดตามผู้ติดเชื้อและผู้เสี่ยงติดเชื้อ โควิด-19 ในโครงการเซฟทีไทยแลนด์ ซึ่งเป็นแอปพลิเคชันที่ช่วยป้องกันและควบคุมการระบาดของไวรัสโควิด-19 เชิงรุก โดยการประมวลผลข้อมูลของกลุ่มผู้ป่วย กลุ่มเสี่ยง และกลุ่มประชาชนทั่วไป ด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ เพื่อให้สามารถวางแผนการเดินทางที่เหมาะสมและปลอดภัยได้

ด้านระบบการบริหารจัดการอุปทาน จำนวน 3 โครงการ ได้แก่ ชุดตรวจคัดกรองผู้ป่วยโควิด-19 แบบรวดเร็ว จากเลือดของผู้ป่วย สามารถทราบผลได้ภายใน 15 นาที หน้ากากอนามัยชนิดใช้ซ้ำได้ ซึ่งสามารถช่วยป้องกันได้ทั้งการรับเชื้อโควิด-19 และฝุ่น MP 2.5

และระบบการบริหารอุปกรณ์และสิ่งจำเป็นทางการแพทย์ ที่เชื่อมโยงกำลังการผลิตและยอดสินค้าคงเหลือจากแหล่งผลิต กับคำสั่งซื้อจากสถานพยาบาลและประชาชน เพื่อให้คลังสินค้ากลางสามารถจัดส่งสินค้าไปยังประชาชนและสถานพยาบาลได้โดยตรงตามคำสั่งซื้อที่แจ้งเข้ามาในระบบ ช่วยให้บริหารจัดการการกระจายสินค้าให้ไปสู่กลุ่มผู้ใช้ได้อย่างเหมาะสมและทั่วถึงตามความจำเป็นเร่งด่วน โดยสามารถรองรับการเข้าใช้งานของผู้ใช้ไม่น้อยกว่า 5 ล้านคนในเวลาเดียวกัน ซึ่งทั้งหมดนี้สามารถเริ่มใช้งานได้จริงภายในกลางเดือนเมษายน

ผไท ผดุงถิ่น อดีตนายกสมาคมการค้าเพื่อส่งเสริมผู้ประกอบการเทคโนโลยีรายใหม่ (Thailand Tech Startup Association) แสดงความเป็นกังวลต่อสถานการณ์โควิท-19 ผ่าน เฟซบุ๊คส่วนตัวว่า ในภาวะวิกฤตเศรษฐกิจถดถอยเนื่องจากผลกระทบของโรคโควิด-19 เช่นนี้ การประคับประคองธุรกิจแพลตฟอร์มสัญชาติไทย ให้ปรับตัวและอยู่รอดได้ จึงเป็นเรื่องสำคัญ

หากธุรกิจแพลตฟอร์มเหล่านี้ปิดตัวลง จะก่อให้เกิดผลกระทบในวงกว้างกว่าการจ้างงานทางตรง แรงงานอิสระและผู้ประกอบการ SMEs ที่ใช้ช่องทางแพลตฟอร์มเหล่านี้จะได้รับผลกระทบไปด้วย

ทั้งนี้คาดว่าจะเกิดการเปลี่ยนมือ เปลี่ยนโครงสร้างธุรกิจแพลตฟอร์มครั้งใหญ่ในประเทศไทย เนื่องจากธุรกิจแพลตฟอร์มไทยในปัจจุบันยังมีขนาดเล็ก เมื่อเทียบกับแพลตฟอร์มต่างชาติ เมื่อเจอวิกฤตเศรษฐกิจครั้งนี้ ยืดเยื้อและยาวนาน ถ้าไม่ปิดตัวลง เลิกจ้างพนักงานและลอยแพผู้ใช้แพลตฟอร์ม ก็อาจจะต้องควบรวม ขายให้กับแพลตฟอร์มต่างชาติ… คล้ายกับยุคปี 40 ที่ต่างชาติเข้ามาซื้อสินทรัพย์ชั้นดี ราคาถูก เพื่อแก้วิกฤตสถาบันการเงิน

แพลตฟอร์มที่กำลังได้รับผลกระทบเหล่านี้ ได้แก่ แพลตฟอร์มด้านการท่องเที่ยว อีเว้นท์ บริการส่วนบุคคล อสังหาริมทรัพย์ และแพลตฟอร์มสนับสนุนธุรกิจ SMEs เช่น ด้านบัญชี การขาย การตลาด และงานบุคคล

อย่างไรก็ตาม วิกฤตครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า ธุรกิจไทยจำเป็นต้องปรับตัวและเปลี่ยนมาทำงานบนดิจิทัลแพลตฟอร์มมากขึ้น ร้านอาหาร ธุรกิจค้าปลีก เปลี่ยนมาส่งด้วยบริการดิลิเวอรี่ เกิดการจ้างงานอิสระ ขี่มอเตอร์ไซค์ส่งของมากมาย หากแต่แพลตฟอร์มดิลิเวอรี่ส่วนใหญ่ เป็นแพลตฟอร์มขนาดใหญ่ของต่างชาติ ที่มีความพร้อมมากกว่า แม้กระทั่งการทำงานที่บ้านหรือ Work Form Home ที่ผู้ประกอบการเล็กใหญ่ทุกราย ต้องปรับตัว ประชุมกันทางระบบวีดิโอคอนเฟอเรนซ์ช่วงนี้ ก็อยู่บนแพลตฟอร์มต่างชาติ

หากไม่มีความพยายามสนับสนุนแพลตฟอร์มสัญชาติไทยให้สามารถปรับตัวอยู่รอด และคงความเป็นเจ้าของเทคโนโลยี พัฒนานวัตกรรม และสร้างฐานข้อมูลของตนเอง เมื่อเราฟื้นจากวิกฤตเศรษฐกิจครั้งนี้ขึ้นมา เราจะพบว่าระบบเศรษฐกิจไทยจะต้อง “พึ่งพาแพลตฟอร์มต่างชาติ” ฝังลึกมากขึ้น เสียค่าบริการและส่วนแบ่งรายได้ออกนอกประเทศเพิ่มขึ้น

สำหรับผู้ประกอบการแพลตฟอร์มสัญชาติไทยเอง ก็ควรเร่งปรับตัว นำเทคโนโลยีหรือแพลตฟอร์มที่มี มาปรับใช้ให้เหมาะสมกับตลาดในปัจจุบัน อาจจะต้องมีการเปลี่ยนกลุ่มเป้าหมาย เปลี่ยนรูปแบบการให้บริการบ้าง เชื่อว่าด้วยความที่เป็นธุรกิจดิจิทัล ด้วยฐานข้อมูลและเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้น สามารถนำไปต่อยอดได้หลากหลาย