NIA งัดยุทธศาสตร์ “3I” ดันไทยเป็นฐานลงทุนสตาร์ทอัพ

NIA รับลูกนโยบายรัฐ ดันไทยเป็นฐานการลงทุนสตาร์ทอัพโลกแห่งเอเชียในปี 2021 หวังสร้างแรงงานสมัยใหม่แตะ 50,000 ตำแหน่ง ชงนักรบเศรษฐกิจใหม่ สร้างส่วนแบ่งเศรษฐกิจไทย 5% ของจีดีพี

พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) เล่าถึงแผนการผลักดันสตาร์ทอัพไทยในระยะที่ 2 (2018-2021) ว่าจะใช้ยุทธศาสตร์ 3I เพื่อให้บรรลุเป้าหมายตามรัฐบาล

กลยุทธ์แรก คือการสร้าง Innovation โดยสนับสนุนให้สตาร์ทอัพพัฒนานวัตกรรมที่มีระดับการใช้เทคโนโลยีล้ำหน้าเป็น deep tech และรูปแบบธุรกิจที่ให้บริการมากขึ้น (service based business model) และมุ่งส่งเสริมความหลากหลายของสตาร์ทอัพทั้งทางด้านความมั่นคงของประเทศ ด้านการท่องเที่ยว ภาครัฐ การแพทย์สาธารณสุข เป็นต้น

กลยุทธ์ที่ 2 Investment  ดึงดูดให้มีการลงทุนในสตาร์ทอัพไทยที่มีขนาดการลงทุนสูงขึ้น เป็น 10-100 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อดีล จากเดิมมีน้อยมาก โดยเป็นการลงทุนต่อสตาร์ทอัพแค่ 3-5 ล้านดอลลาร์สหรัฐเท่านั้น ปัจจุบันประมาณการมูลค่ากองทุนที่สนใจลงทุนในไทยรวม 1,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เติบโตจากอดีตที่มีกองทุนมูลค่ารวม 600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในเวลา 3 ปีนับแต่ที่มีการสนับสนุนสร้างการตระหนักเกี่ยวกับธุรกิจสตาร์ทอัพในปี 2016

และกลยุทธ์ที่สาม Internationalization การทำให้วงการสตาร์ทอัพไทย มีความเป็นสากลมากขึ้น โดยเอ็นไอเอได้ขยายความร่วมมือหลายประเทศ ทั้งฟินแลนด์ ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส อิสราเอล ชิลี สิงคโปร์ ออสเตรีย ฮ่องกง เป็นต้น ที่จะทำให้ไทยเป็น landing pad ที่จะอำนวยความสะดวกให้สตาร์ทอัพต่างประเทศมาเปิดธุรกิจในไทย ซึ่งจะใช้กลไกสมาร์ทวีซ่า และการใช้สถานที่ co-working space ผ่านการเป็นพันธมิตร True Digital Park ที่ตั้งอยู่ในย่านนวัตกรรมปุณณวิถี รวมถึงการจัดตั้ง Chiang Mai & Co ที่จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อใช้เป็นสถานที่ที่สตาร์ทอัพต่างประเทศและ Digital Nomad มาใช้เป็นพื้นที่ทำงาน และเป็นสถานที่ติดต่อหน่วยงานเพื่อรับสิทธิประโยชน์ต่างๆ จากภาครัฐ

การเข้ามาลงทุนและขยายความร่วมมือกับสตาร์ทอัพต่างชาติ อาจช่วยให้เกิดการจัดตั้งบริษัทร่วมระหว่างสตาร์ทอัพไทยและต่างประเทศมากขึ้นตามไปด้วย

ทั้งนี้เมื่อร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การพัฒนาและส่งเสริมวิสาหกิจเริ่มต้น พ.ศ…. หรือ พ.ร.บ.สตาร์ทอัพ มีผลบังคับใช้ จะมีกองทุนของรัฐเข้ามาถือหุ้นร่วมทุนและจัดสรรทุนให้เปล่าด้วย