ซิลิคอน คราฟท์ฯ เขย่าสตาร์ทอัพ Deep Tech กับธุรกิจ Animal ID ครองอันดับรายใหญ่อันดับ 3 ของโลก

ซิลิคอน คราฟท์ เทคโนโลยี กิจการออกแบบไมโครอิเล็กทรอนิกส์ชิพสัญชาติไทยรายเดียวและสามารถก้าวไกลไปเป็นอันดับ 3 ของโลกในตลาดชิพระบุตัวตนของสัตว์และกำลังก้าวข้ามไปอีกขั้นด้วยการเข้าระดมทุนในตลาด MAI หวังใช้ขยายตลาดในกลุ่มยานยนต์และไมโครชิพ NFC

จากความฝันของวิศวกรไทยผู้มีประสบการณ์ด้านการออกแบบไมโครชิพในต่างประเทศที่จะเห็นฝีมือคนไทยที่มีฝีมือด้านเทคโนโลยีขั้นสูงได้สร้างชื่อในตลาดโลก ในปี 2545 เขาจับมือกับกลุ่มนักวิจัยและคณาจารย์จากมหาวิทยาลัยชั้นนำในประเทศที่มีฝันร่วมกันมาร่วมสร้างบริษัทออกแบบเทคโนโลยีไทยแท้ไปตีตลาดโลก

ปรอง กองทรัพย์โต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซิลิคอน คราฟท์ เทคโนโลยี จำกัด ฉายภาพว่า บริษัทเปรียบเสมือนดีไซเนอร์ มีแบรนด์ มีสไตล์ มีเทคโนโลยีของตัวเอง จึงมุ่งเน้นที่การพัฒนาเทคโนโลยีและออกแบบผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ ‘Silicon Craft’ จ้างผู้ผลิตสินค้ามืออาชีพเป็นผู้ผลิตสินค้าให้แบบที่เรียกว่า fabless หรือ manufacturing less

บริษัทประกอบ 3 ธุรกิจหลัก หนึ่งคือ ธุรกิจ animal ID หรือไมโครชิพฝังที่ใช้เทคโนโลยีตรวจจับชนิดจำแนกความถี่วิทยุ (radio frequency identification หรือ RFID) ในการบ่งบอกตัวตน ไมโครชิพ RFID มีจุดเด่นคือทำงานได้เองโดยไม่ต้องใช้แบตเตอรี่เป็นแหล่งพลังงาน และใช้พลังงานน้อย

ปัจจุบัน 100% ของธุรกิจนี้คือตลาดส่งออก โดยบริษัทเป็นผู้ผลิตไมโครชิพสำหรับบรรจุในป้ายติดหูอิเล็กทรอนิกส์เพื่อระบุตัวตนในสัตว์ (animal ear tag) โดยถือเป็นอันดับ 3 ของโลกจากทั้งหมด 5 รายใหญ่ และครองส่วนแบ่งตลาดประมาณร้อยละ 20 ในออสเตรเลีย

“ฟาร์มปศุสัตว์ในต่างประเทศเป็นลูกค้ากลุ่มแรกๆ จากช่วงที่โรควัวบ้าระบาดในหลายประเทศเมื่อสิบกว่าปีก่อน รัฐบาลออสเตรเลียมีนโยบายให้ระบบปศุสัตว์สำหรับวัวต้องมีระบบระบุตัวตนที่เป็นอิเล็กทรอนิกส์เพื่อใช้ติดตาม ตรวจสอบระบบข้อมูลของทั้งประเทศเชื่อมโยงกันทั้งห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรม”

สินค้าชนิดนี้มีอนาคตสดใสยิ่งขึ้นหลังจากแคว้น Victoria ออสเตรเลีย ซึ่งเป็นพื้นที่หลักในการทำปศุสัตว์ของประเทศ ได้ออกข้อกำหนดให้ขยายการระบุตัวตนด้วยป้ายอิเล็กทรอนิกส์ไปสู่ปศุสัตว์สำหรับแพะและแกะ โดยคาดว่าจะประกาศขยายการบังคับใช้ไปทั่วประเทศในอนาคต

“การระดมทุนจากตลาดทุนพร้อมกับนำเทคโนโลยีอื่นเข้ามาประกอบกัน ทำให้ธุรกิจไมโครชิพอัจฉริยะเข้าใกล้ลูกค้ามากขึ้น”

ธุรกิจที่ 2 คือธุรกิจอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่มีการใส่ไมโครชิพเพื่อระบุตัวตนของกุญแจกับชุดสตาร์ทรถยนต์ เป็นอีกหนึ่งตลาดสำคัญที่บริษัทสามารถใช้ความเชี่ยวชาญบุกตลาดได้ นั่นคือมาตรการรักษาความปลอดภัยของการเข้าถึงระบบสตาร์ท ซึ่งกำหนดให้มีชิพฝังในกุญแจสำรอง ซึ่งจะต้องระบุตัวตนถูกต้องตรงกันได้กับชิพในช่องกุญแจรถ

ธุรกิจที่ 3 ซึ่งบริษัทเริ่มพัฒนาเทคโนโลยีและสินค้าช่วง 5 ปีที่ผ่านมา คือออกแบบผลิตชิพสำหรับเครื่องอ่าน RFID (reader IC) สำหรับประตูล็อกอิเล็กทรอนิกส์ (electronic door lock) เป็นอีกตลาดเฉพาะที่เริ่มมีแววไปได้ไกล

“โลกอนาคต internet of things หรือ connectivity of everything จะเข้ามามีอิทธิพลต่อการใช้ชีวิตของคนมากขึ้น แต่ละคนมีการเชื่อมต่อมากกว่า 1 อุปกรณ์ ทั้งโทรศัพท์มือถือ ไอแพด นาฬิกาวัดชีพจร เราจะไม่ใช่ศูนย์กลางการเชื่อมต่ออีกต่อไป แต่เครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์จะเชื่อมต่อกันเองเพื่ออำนวยความสะดวกให้มนุษย์โดยที่เราไม่ต้องสั่งการเอง”

บริษัทยังมีแผนขยายตลาดเฉพาะเพิ่มเติมในอีก 2 กลุ่ม คือกลุ่มธุรกิจออกแบบไมโครชิพสำหรับธุรกิจยานยนต์ซึ่งเป็นตลาดพิเศษที่มีความเฉพาะตัว และกลุ่มธุรกิจการออกแบบไมโครชิพเพื่อเชื่อมต่อกับเซนเซอร์ต่างๆ เพื่อตรวจวัดสุขภาพ (biosensor interface) โดยใช้เทคโนโลยีการสื่อสารผ่านคลื่นวิทยุระยะสั้น (near field communication chip: NFC)

ไม่น่าแปลกใจที่ ซิลิคอน คราฟท์ เทคโนโลยี จะเป็นสตาร์ทอัพที่สามารถไปได้ไกลระดับโลกได้ ในเมื่อบริษัทเลือกที่จะพัฒนา Deep Tech เป็นของตัวเอง โดยใช้ทีมงานที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญทางด้านเทคนิคเฉพาะนี้ และผลิตสินค้าที่สามารถเชื่อมโลกเข้าด้วยกันได้อย่างปลอดภัย จนเป็นที่ไว้วางใจแก่ผู้ใช้งาน


อ้างอิง:

http://forbesthailand.com/special_issue-detail.php?did=1798