แกร็บเนื้อหอม บุ๊กกิ้งประกาศร่วมทุน 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ข่าวคราวการลงทุนของไมโครซอฟท์ในบริการร่วมเดินทางอย่างแกร็บยังไม่ทันจางหาย ล่าสุด แกร็บ (Grab) ผู้ให้บริการร่วมเดินทางในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้รับเงินลงทุนอีกครั้งมูลค่า 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากบุ๊กกิ้งโฮลดิ้ง (Booking Holdings) บริษัทผู้ให้บริการด้านการท่องเที่ยว หรือที่หลายคนรู้จักกันกับชื่อในอดีตว่า ไพรซ์ไลน์ (Priceline)

การลงทุนในครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการระดมทุนรอบใหม่ในแกร็บที่มีมูลค่า 3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งทำให้แกร็บมีมูลค่าเพิ่มขึ้นเป็น 11,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากการให้บริการอยู่ใน 8 ประเทศ โดยก่อนหน้านี้ บุ๊กกิ้งเคยร่วมลงทุนในตีตี้ (DiDi) ผู้ให้บริการร่วมเดินทางสัญชาติจีนมาแล้ว การร่วมลงทุนกับแกร็บจึงแสดงให้เห็นว่า บริการร่วมเดินทางเป็นเครื่องมือสำคัญของแพลตฟอร์มด้านการท่องเที่ยวที่ควรจะมีไว้เป็นพาร์ทเนอร์ เห็นได้จากการลงทุนของบุ๊กกิ้งในแกร็บ ทำให้บุ๊กกิ้งให้บริการข้ามแพลตฟอร์มกับแกร็บได้ เช่น แอปฯ ของบุ๊กกิ้งรองรับการจ่ายเงินด้วยแกร็บเพย์

ส่วนบริการจากบุ๊กกิ้งจะลงมาอยู่ในแกร็บเมื่อไรนั้น ทางบริษัทเผยว่า อาจเป็นช่วงปีหน้า (2562) สำหรับบุ๊กกิ้งโฮลดิ้งนั้น ปัจจุบันมีเว็บไซต์ให้บริการด้านท่องเที่ยวทั้งสิ้น 6 แบรนด์ ได้แก่ Booking.com, Adoda, Kayak, Priceline.com, Rentacars.com และ OpenTable โดยได้มีการรีแบรนด์จากไพรซ์ไลน์มาเป็นบุ๊กกิ้งโฮลดิ้งเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมานี้

ในจุดนี้จะเห็นได้ว่า บริการร่วมเดินทางเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยให้นักท่องเที่ยวได้รับประสบการณ์ที่ดีขึ้นได้ ยกตัวอย่างเช่น การนัดหมายล่วงหน้าให้แกร็บมารอรับผู้โดยสาร หลังจากเครื่องบินลงจอดเพื่อไปส่งที่โรงแรม ซึ่งปัจจุบัน แกร็บมองว่าแพลตฟอร์มของตนเองที่มียอดการดาวน์โหลดแล้วกว่า 125 ล้านครั้ง จะเป็นตัวเลือกที่ดีของผู้ให้บริการด้านการท่องเที่ยว อย่างไรก็ดี หนทางของแกร็บหลังควบกิจการอูเบอร์มาก็ใช่ว่าจะราบรื่น เพราะแกร็บถูกศาลสิงคโปร์ปรับเป็นเงิน 9.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หลังมีกลุ่มเฝ้าระวังที่มองว่าการควบกิจการครั้งนี้ไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภค นอกจากนั้น เสียงตำหนิจากผู้ใช้บริการก็มีเพิ่มขึ้น ในเรื่องต่างๆ เช่น คุณภาพของบริการที่แย่ลง ราคาที่แพงขึ้น และหลายคนต้องรอรถค่อนข้างนาน

นอกจากนั้น แกร็บยังมีคู่แข่งในภูมิภาคนี้ที่เริ่มเข้ามามีอิทธิพลมากขึ้นก็คือ โก-เจ็ก ที่มีเงินจากการระดมทุน 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีความพร้อมที่จะขยายตลาดออกนอกอินโดนีเซียมากขึ้น โดยปัจจุบัน โก-เจ็กเริ่มรุกคืบเข้ามาในเวียดนามและไทยแล้ว รวมถึงเริ่มเปิดรับสมัครคนขับรถแล้วเช่นกันในสิงคโปร์

อ้างอิง: TechCrunch.com