มุมมองนักลงทุนชั้นนำทั่วโลกต่อโควิด-19

วิกฤตการณ์สินเชื่อซับไพรม์ในช่วงปี 2008 หรือที่รู้จักกันดีในนาม “วิกฤติแฮมเบอร์เกอร์” ที่เกิดจากความซบเซาของตลาดอสังหาริมทรัพย์ในสหรัฐอเมริกา จนนำไปสู่ความคล่องตัวของตลาดสินเชื่อทั่วโลกและระบบธนาคารลดลง ทำให้ปัญหาทางการเงินแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว ส่วนวิกฤตการณ์โควิด-19 ในขณะนี้ทำให้ระบบเศรษฐกิจทั้งโลกต้องหยุดชะงักจากการปิดประเทศ กักตัว และเฝ้าระวังการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 จนอาจนำไปสู่ปัญหาทางเศรษฐกิจโลก และเปลี่ยนระบบนิเวศน์ของวิสาหกิจเริ่มต้นไปสู่จุดที่ยากจะจินตนาการได้ หากสภาพการณ์ยังคงดำเนินต่อไปเช่นนี้

นิตยาสารฟอร์บส์ ได้รวบรวมแนวคิดของนักลงทุนเวนเจอร์แคปปิตอล (วีซี) อาวุโส ที่ผ่านเหตุการณ์ร้าย ๆ ในอดีต มาเป็นข้อคิดในการปรับตัวแก่สตาร์ทอัพและบริษัทต่างๆ ที่น่าสนใจในหลากหลายแง่มุม

PJ Parson นักลงทุนคนแรกใน Spotify ในรอบ A round ในช่วงปี 2008 โดย Spotify เป็นกรณีที่น่าสนใจมาก เพราะบริษัทเริ่มก่อตั้งในช่วงเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ และต้องใช้เวลาถึง 1 ปีครึ่งฝ่าฟันสถานการณ์ที่ตลาดมีแต่ความยากลำบาก

เขามองว่าผลตอบแทนทางธุรกิจที่ยั่งยืนจะเป็นสิ่งสำคัญยิ่งยวดสำหรับสตาร์ทอัพที่ต้องการเงินทุนในช่วงอนาคตอันใกล้ โดยต้องมีการสร้างรากฐานการเติบโตที่มั่นคง เพราะการเติบโตอย่างก้าวกระโดดในอดีตจะไม่เกิดขึ้นอีกแล้ว การเติบโตแบบ WeWork หรือ Theranos คงจะไม่มีให้เห็นง่าย ๆ ในเร็ววันนี้

 

ตลาดทุนที่คึกคักอาจไม่กลับมาให้เห็นในเร็ววัน

Will Hsu ผู้ร่วมก่อตั้ง Mucker Capital มองว่าวีซีกำลังรอให้ความไม่แน่นอนในตลาดการลงทุนลดลงแล้วจึงค่อยกลับเข้ามาใหม่ เขากล่าวว่าวิกฤตเศรษฐกิจปี 2008 เหมือนเป็นการรีเซ็ทใหม่รอบ 1 ปี ดังนั้นถ้าวงจรทางการเงินของวีซีรายไหนอยู่ในจังหวะที่พอดี เขาก็รอด ในประเด็นนี้ โดยผู้เขียนของฟอร์บส์มองว่าวงรอบการลงทุนในครั้งนี้ กว่าจะกลับมาเป็นปกติอีกคงไม่ต่ำกว่า 24 เดือน

Maurice Werdegar ซีอีโอ  WTI ซึ่งเป็นเวนเจอร์เลนเดอร์ชั้นแนวหน้าของสหรัฐอเมริกาบอกว่าชุมชนวีซีจะต้องใช้เวลาอีกสักพัก โดยดีลส่วนใหญ่ก็ยังคงดำเนินต่อไปแต่จะมีการเจรจากันใหม่ เช่นเปลี่ยนแปลงราคาหรือระยะเวลา แต่จะไม่ยกเลิก ในช่วงครึ่งปีหลังจะเกิดการชะลอตัว ซึ่งเมื่อชาววีซีถอยหลังตั้งหลักประเมินพอร์ทของตัวเองใหม่ก็เป็นเรื่องสมเหตุสมผล Werdegar ซึ่งเป็นนักลงทุนในหลายกองทุนมองว่านี่เป็นโอกาสเพราะประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาเขาจะได้บริษัทที่ดีที่สุดเข้ามาในช่วงเวลาที่ยากลำบาก “เพราะเรายังมีเงินทุน เราจะต้องรักษาจังหวะก้าวย่างที่สม่ำเสมอในตลาด แต่คุณภาพการคัดเลือกก็จะต้องสูงขึ้นด้วยเช่นกัน”

ศาสตราจารย์ Ira Weiss แห่งโรงเรียนธุรกิจ Booth มหาวิทยาลัยชิคาโก มองว่า วิกฤตการณ์ครั้งนี้ก็เหมือนกับครั้งก่อนๆ ที่เราไม่เคยรู้จริง ๆ มันจะเริ่มเกิดขึ้นและเราก็ไม่แน่ใจว่ามันจะเป็นอย่างไรต่อไป และกว่าที่ทุกคนจะตระหนักถึงความถดถอยของเศรษฐกิจ นั่นก็เข้าสู่ภาวะที่ทุกอย่างมันแย่ไปมากแล้ว นั่นหมายความว่า เราเริ่มมีความกังวลในช่วงแรก แต่เรามีข้อมูลน้อยมากในการประมาณความเสียหาย (ซี่งในบริบทของประเทศไทย ก็เริ่มมีการประมาณการเศรษฐกิจติดลบแล้วในปีนี้)

 

จาก Startup Acceleration สู่ Virus Deceleration

Adam Marcus กรรมการผู้จัดการของ Providence Strategic Growth ผู้คลุกคลีด้านกองทุนสตาร์ทอัพและวีซีตั้งแต่ปี 1998 กล่าวว่า เมื่อเปรียบเทียบช่วงปี 2008-09 ซึ่งเศรษฐกิจถดถอยเกิดขึ้นอย่างช้า ๆ โดยผู้คนยังคงจับจ่ายใช้สอย ออกไปรับประทานอาหารนอกบ้าน ไปโรงยิม ทำเล็บ สปาและอื่น ๆ แต่ช่วงไวรัสโควิด-19 นั้น ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรง เขามองว่าช่วงการล่มสลายของยุค dot.com นั้นการเกิดขึ้นใช้เวลานานกว่า หากเปรียบเทียบวิกฤตช่วงปี 2008 ซึ่งผู้คนมีความกังวลอย่างมากต่อระบบการเงินทั้งหมดเพราะทุกคนคิดว่าธนาคารก็อาจจะล้มละลายได้ วิกฤตในปัจจุบันก็ได้เตือนให้เห็นถึงความตระหนกนั้นอีกครั้ง ผู้คนมีคำถามถึงความมั่นคงของระบบ การปิดร้านอาหาร ร้านค้า และสถานบันเทิงต่าง ๆ ด้วยเกรงว่าจะเกิดปัญหาต่อสุขภาพของประชาชนก่อให้เกิดความวิตกกังวลต่อระบบโดยรวมเป็นอย่างมาก

อย่างไรก็ตามเขาให้เหตุผลว่าทันทีที่เราสร้างความเชื่อมั่นและสามารถควบคุมในบางภูมิภาคไว้ได้ (โดยเฉพาะจีน และเกาหลีใต้) เราจะสามารถสร้างสมมติฐานที่มีเหตุผลรองรับเพื่อจัดการกับวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นในภูมิภาคอื่นได้ ซึ่งเป็นการเผยแพร่การเรียนรู้ทั่วทุกพรมแดนให้ปรับตัวได้เร็วขึ้น ดังจะเห็นได้จากการใช้ประโยชน์จากระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในบางประเทศแล้ว

อีกประการหนึ่ง เรายังไม่รู้ว่าวงการเวนเจอร์แคปปิตอลโลก จะหันมาลงทุนในกลุ่ม Deeptech ด้านที่เกี่ยวข้องกับการแพทย์และการบริการสุขภาพมากขึ้น เพื่อรับมือกับการตรวจสอบผู้ติดเชื้อ และวัคซีนในการรักษาโรค มากน้อยแค่ไหน หรือจะมีความกังวลต่อการลงทุนรอบใหม่ในธุรกิจการท่องเที่ยว (Traveltech) และการบริการอื่น ๆ ได้เมื่อไหร่ เนื่องจากอุตสาหกรรมดังกล่าวอยู่ในภาวะที่เสี่ยงสูงมาก

 

ความเชื่อมั่น ตามมาด้วยรูปแบบผลกำไรที่ชัดเจน

สิ่งหนึ่งที่ต้องตระหนักก็คือในตลาดที่ยังมีความกังวล การตัดสินใจบนพื้นฐานของจิตวิทยาจะแข็งแรงกว่าการตัดสินใจด้วยข้อเท็จจริง ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดายแต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า นักลงทุนต้องการความเชื่อมั่น

ในส่วนของการต่อรองระหว่างผู้ก่อตั้งบริษัทกับนักลงทุน ซึ่งเป็นประเด็นคลาสสิกในอดีตนั้น แน่นอนการเจรจาเรียกราคาสูงเกินจริงคงเป็นกฎเหล็กข้อที่หนึ่งอยู่แล้ว แต่ในสภาพการณ์ปัจจุบันและอนาคต บริษัทที่ยังเติบโตเร็วจะมีตัวแปรในการจัดการที่แตกต่างจากสาขาธุรกิจที่มีปัญหา แต่ก็ไม่แน่ บางวีซีที่เน้นเรื่องการเติบโตก็จะให้ความสำคัญกับการเป็นบริษัทมหาชน มีสภาพคล่องระยะ 3-5 ปี และลงทุนมากในบริษัทที่เน้นเรื่องดาต้าและการบริการทั่วไป บริษัทที่เติบโตเร็วจะต้องการเงินสดในการดำเนินการมากกว่าเดิม ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงขึ้นไปอีก

Marie Ekeland วีซีจากฝรั่งเศสผู้ร่วมก่อตั้ง France Digitale ซึ่งเป็นนักลงทุนพัฒนาระบบอีโคซิสเต็มดิจิทัลของฝรั่งเศสมองว่าผลกระทบของวิกฤตครั้งนี้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงระดับมหภาค โดยเรื่องของความเชื่อมั่นและการประมาณการผลกำไรจะเป็นสองสิ่งสำคัญ Jan Hammer นักลงทุนชื่อดังในลอนดอนบอกว่านักลงทุนจะมองลึกถึงห่วงโซ่อุปทาน ผลกระทบของความต้องการของตลาดตลอดระยะเวลาของวงจรการขาย รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงระยะยาวของพฤติกรรมผู้บริโภค Maya Horgan Famodu ผู้ก่อตั้งบริษัท Ingressive Capital ซึ่งเป็นวีซีในไนจีเรียอธิบายว่าความแตกต่างทางภูมิภาคจะเกิดผลกระทบทางธุรกิจที่ไม่เหมือนกัน เช่น ธุรกิจในอัฟริกาจะปิดชั่วคราวเนื่องจากประเด็นของห่วงโซ่อุปทานเพราะผลกระทบจากประเทศจีน เธอได้แนะนำให้บริษัทต่าง ๆ ย้ายเงินสดไปยังสกุลเงินอื่นที่แข็งแรงและเป็นที่รู้จักมากกว่า

สำหรับสตาร์ทอัพที่อยู่ในระหว่างการเสนอขอเงินลงทุน หรือระดมทุน วิกฤตการณ์ไวรัสโควิด-19 เป็นก้าวจังหวะที่วีซีและนักลงทุนต้องมีการพิจารณาทบทวนและประเมินแนวทางใหม่ทั้งหมด ในทัศนะของ Hammer เขามองว่ากลยุทธ์ที่ถูกต้องสำหรับสตาร์ทอัพส่วนใหญ่คือประเมินมูลค่าตลาดใหม่แล้วตัดลง 30 เปอร์เซนต์เป็นอย่างน้อยแล้วสร้างสมมุติฐานใหม่ที่ฐานนั้น

“เราจะเห็นการสร้างสมดุลย์ใหม่ ซึ่งก็แตกต่างกันในแต่ละประเทศขึ้นอยู่กับปฏิกริยาของรัฐบาลและโครงสร้างทางเศรษฐกิจของประเทศนั้นผ่านการเรียนรู้จากวิกฤตการณ์ครั้งนี้ ข้อค้นพบด้านการแพทย์ การเร่งคิดค้นวัคซีนป้องกันไวรัสโรงงานในประเทศจีนกำลังกลับเข้าสู่ภาวะปกติ เดินเครื่องการทำงานและระบบขนส่งที่ได้รับการฟื้นฟู ในขณะที่ประเทศตะวันตกที่ได้รับผลกระทบจากไวรัสตามหลังจีนและปัจจุบันกลายเป็นศูนย์กลางแพร่ระบาดโรคจะสามารถคลี่คลายได้ช้ากว่าจีน สิ่งต่าง ๆ ล้วนเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ดังนั้นเรื่องของความกังวลของผู้คนจึงเป็นประเด็นสำคัญ และแน่นอนว่าย่อมส่งผลกระทบต่อตลาดทั่วโลก และนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงสำคัญของโลกอีกระลอก ซึ่งจำเป็นต้องใช้เงินกระตุ้นมหาศาลเพื่อให้เศรษฐกิจเดินหน้าได้อีกครั้ง”

 

การรับมือของวีซีไทย

ในส่วนของประเทศไทยนั้น บริษัท บีคอน เวนเจอร์ แคปิทัล จำกัด หนึ่งในบริษัทวีซีของไทยยังไม่มีนโยบายปรับเปลี่ยนการลงทุนแม้ว่าในปัจจุบันจะหาโอกาสในการลงทุนภายในประเทศได้ยากขึ้นก็ตาม

ธนพงษ์ ณ ระนอง กรรมการผู้จัดการ บริษัท บีคอน เวนเจอร์ แคปิทัล จำกัด กล่าวว่า บีคอน เตรียมระดมทุนกับสตาร์ทอัพ 3 ราย Horganice ขึ้น Series A, FlowAccount กับ Event Pop ขึ้น Series B ตั้งเป้าปิดดีลภายในกลางปีนี้ โดยผลตอบแทนทางการเงินและความร่วมมือที่ผ่านมาเป็นที่น่าพอใจ และในปี 2564 บริษัทตั้งเป้างบลงทุนไว้ที่ 500 ล้านบาท สำหรับใช้ 3 ปี ลงทุนสตาร์ทอัพไทยกับต่างประเทศอย่างละ 50%

บีคอน มีสตาร์ทอัพทั้งหมด 9 ราย บางรายได้รับผลกระทบในแง่บวก โดยเฉพาะกลุ่มที่ทำธุรกิจออนไลน์ อย่าง Jitta นั้นมีผู้เข้ามาใช้บริการลงทุนในช่วงหุ้นตกเพื่อเข้าไปซื้อหุ้นถูก ส่วน Workmate สตาร์ทอัพที่ทำเรื่องการจัดหาพนักงาน ตอนนี้การส่งของออนไลน์ยอดโตขึ้น และมีคนเข้ามาสมัครเป็นแรงงานในแอปฯ สูงขึ้น หรือ Event Pop ที่ได้รับผลกระทบเพราะงานอีเวนต์โดนยกเลิกแต่ล่าสุดปรับตัวมาเพื่อสร้างอีเวนต์ออนไลน์

นอกจากนี้ บีคอนได้เข้าไปลงทุนใน Innospace Thailand ที่รัฐร่วมเอกชนลงทุนสร้าง National Startup Platform ช่วยสร้างระบบนิเวศที่เข้มแข็ง ยกระดับสตาร์ทอัพไทยอีกด้วย

 

ที่มา : forbes.com  /  businesstoday.co