กลยุทธ์ลงทุนสตาร์ทอัพ สไตล์ “ธนพงษ์ ณ ระนอง”

ในแวดวงธุรกิจสตาร์ทอัพ เอ่ยชื่อ “ธนพงษ์ ณ ระนอง” คนในวงการต่างรู้จักเขาเป็นอย่างดี ในฐานะหนึ่งในผู้บุกเบิกแนวคิดร่วมลงทุนในธุรกิจสตาร์ทอัพ ตั้งแต่สมัยที่อยู่ในธุรกิจสื่อสารและเทคโนโลยีกว่า 20 ปี

ก่อนผันตัวมาเป็นผู้บริหาร InVent  ซึ่งเป็น corporate venture capital (CVC) ในเครือของอินทัช 7 ปี ที่ร่วมสร้างเครือข่าย เขาปิดดีลร่วมทุนได้ถึง 15 ดีล รวมรายใหญ่อย่าง Wongnai Computerlogy Playbasis เป็นต้น

จากความเชี่ยวชาญในสายเทคโนโลยีสื่อสารโทรคมนาคม ธนพงษ์ ก้าวสู่สายการเงินมารับตำแหน่งกรรมการผู้จัดการบริษัท บีคอน เวนเจอร์ แคปิทัล จำกัด เมื่อ 2 ปีก่อน

ธนพงษ์ บอกเล่าว่า บีคอนฯ ซึ่งถือหุ้นโดยธนาคารกสิกรไทย 100% เปรียบเสมือน investment arm ในการร่วมลงทุนกับสตาร์ทอัพที่ช่วยสร้างประโยชน์และเพิ่มมูลค่าเพิ่มให้กับกิจการของธนาคารได้

ในทางกลับกัน VC ก็เข้าไปช่วยให้ ecosystem ของสตาร์ทอัพเติบโตได้ดี และนำนวัตกรรม ความรู้ ความเข้าใจในวัฒนธรรมของสตาร์ทอัพให้ขยายมาสู่วงการธนาคาร

โครงสร้างการลงทุนในสตาร์ทอัพของธนาคารกสิกรไทยปัจจุบันนั้นครบวงจร เริ่มจากฐานลูกค้าจำนวนมากของแบงค์ที่มีทั้งบุคคลทั่วไป SMEs และลูกค้าระบบออนไลน์ราว 8 ล้านราย จึงช่วยเชื่อมโยง จัดหาพันธมิตรให้กับสตาร์ทอัพได้ครบเครื่อง

ส่วนที่ 2 กสิกร บิสสิเนส-เทคโนโลยี กรุ๊ป หรือ Kasikorn Business-Technology Group (KBTG) ก็ช่วยให้คำปรึกษา การร่วมมือกับสตาร์ทอัพในการปั้นไอเดียนวัตกรรม เทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ตอบรับการเปลี่ยนแปลงให้ทำธุรกิจได้จริง

ส่วนสุดท้ายคือการเข้าร่วมลงทุนกับสตาร์ทอัพที่มีไอเดียดี มีนวัตกรรมแต่ขาดเงินทุน หรือขาดหลักทรัพย์ค้ำประกันสินเชื่อ บีคอนจะเข้าลงทุนให้สตาร์ทอัพเกิดได้ เป็นพี่เลี้ยงดูแลให้เติบโต เป็นตัวกลางประสานสตาร์ทอัพกับแบงค์และ KBTG ทำงานร่วมกันได้

ในระยะแรกธนาคารให้ทุนมา 30 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งแบ่งเป็นเพื่อลงทุนในสตาร์ทอัพโดยตรง และลงทุนผ่าน VC ซึ่งได้ลงทุนไปแล้ว 2 แห่งในสิงค์โปร์ คือ Vertex ventures และ Dymon Asia และคาดว่าจะมีเพิ่มอีก 1 แห่งเร็วๆ นี้

ในประเทศไทยเน้นการลงทุนตรง ปัจจุบันลงไปแล้ว 3 ราย ได้แก่ Event Pop แพล็ตฟอร์มสำหรับการจัดระเบียบตารางงานต่างๆ Flowaccount ระบบบัญชีออนไลน์ และ Ookbee แพลตฟอร์มดิจิทัลไลฟ์สไตล์ ใช้เงินไปแล้ว ร้อยละ 25 ของงบทั้งหมด

สตาร์ทอัพที่บีคอนลงทุนด้วยนั้นคือกลุ่มที่มีนวัตกรรมสามารถช่วยเสริมธุรกิจแบงค์เป็นหลักอย่าง Fintech ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ Big data เป็นต้น และลงทุนกิจการที่ธนาคารต้องการเป็นพิเศษ ซึ่งเงินลงทุนโครงการละไม่ต่ำกว่า 500,000 ดอลลาร์สหรัฐ ระยะเวลา 5-10 ปี

“เดิมที เราเน้นพวก Series A ซึ่งเป็นกลุ่มที่ผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาดจนเกิดการยอมรับในระดับหนึ่งแล้ว แต่ปัจจุบัน Series A เริ่มน้อยลง ในขณะที่ Pre-Series A มีไอเดียดี และนวัตกรรมที่ตรงกับความต้องการของธนาคาร เราจึงขยายโดยส่งทีมไปร่วมพัฒนาธุรกิจด้วย”

MD บีคอน ย้ำว่า นโยบายการร่วมลงทุนไม่ได้กำหนดผลตอบแทนตายตัว สิ่งสำคัญคือการลงทุนต้องสนับสนุนธุรกิจการของธนาคารให้แข็งแรงขึ้น และตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ ยกตัวอย่าง Flowaccount สามารถเอามาใช้กับกลุ่มลูกค้าสินเชื่อเอสเอ็มอี ที่มักไม่มีระบบบัญชีที่ถูกต้องและค่าบริการทำบัญชีเดิมมีราคาแพง Flowaccount มาตอบโจทย์นี้และให้ลูกค้าใช้ในราคาพิเศษ ก็ทำให้ความเสี่ยงต่อปัญหาทางเงินลดน้อยลง เป็นประโยชน์ให้ทั้งลูกค้าและธนาคาร

“ในอนาคต เราสามารถนำ Data เกี่ยวกับตลาดและความต้องการของลูกค้าที่ได้จากการให้บริการ Flowaccount มาวิเคราะห์ด้วยระบบ AI ให้กับลูกค้าที่มีปัญหาทางการเงิน  ผลที่ได้เราเอามาให้ธนาคารใช้ในการหาธุรกรรมทางการเงินที่เหมาะสมให้กับลูกค้าแต่ละรายได้”

“บีคอน VC ยังช่วยตอกย้ำภาพของแบงค์จากผู้ให้บริการ online banking เป็นรายแรกๆ มาเป็นผู้ที่พัฒนาบริการใหม่ๆ เพื่อยกระดับเป็น digital banking ครบวงจร การมีทีมของบีคอนก็ได้ช่วยจัดหาสตาร์ทอัพเข้าไปช่วยพัฒนาสินค้าให้กับแบงค์ ทั้งลดเวลาพัฒนาสินค้าของแบงค์เอง และหน่วยงานภายในองค์กรก็สามารถนำไปใช้งานได้ด้วย”

People-Thanapong

ธนพงษ์ ณ ระนอง, กรรมการผู้จัดการ บริษัท บีคอน เวนเจอร์ แคปิทัล จำกัด