“ก้องเกียรติ โอภาสวงการ” เผยไอเดียการลงทุนสตาร์ทอัพ

วงการสตาร์ทอัพไทยทวีความคึกคักต่อเนื่องภายหลังการประกาศนโยบายเดินหน้าสู่ Thailand 4.0 พร้อมกับที่นักลงทุน VC หน้าใหม่เพิ่มจำนวนมากขึ้น ทั้ง angel investor, venture capital (VC), corporate VC เพื่อแหวกว่ายในกระแสน้ำสตาร์ทอัพอันเชี่ยวกราก

ก้องเกียรติ โอภาสวงการ ประธานกรรมการบริหาร บมจ. เอเซีย พลัส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ (ASP) เผยเคล็ดลับ “ลงทุนอย่างไรในสตาร์ทอัพให้ประสบความสำเร็จ”  ในฐานะวาณิชธนกรผู้คร่ำหวอดในแวดวงตลาดเงินและตลาดทุนกว่า 30 ปี ประสบการณ์ตรงในฐานะนักลงทุนในกิจการนอกตลาดหลักทรัพย์ หรือไพรเวทอิควิตี้ (private equity) กับอีก 24 ปี ที่ฝ่าร้อนหนาวของวิกฤต “ดอตคอม” ในปี 2542 และ 2 ปีที่ผ่านมาเขาผันตัวเองมาลงทุนในสตาร์ทอัพ 3 ราย หนึ่งในจำนวนนั้นคือ Lalamove (ลาล่ามูฟ) แอปพลิเคชั่นให้บริการขนส่งสินค้าตลอด 24 ชั่วโมงรายแรกในไทย

ก้องเกียรติมีธุรกิจในจีน 12 เมือง ปัจจุบันขยายเป็น 40 กว่าเมืองในระยะเวลาอันสั้น รวมถึงกรุงเทพมหานคร การเติบโตอย่างรวดเร็วของสตาร์ทอัพรายนี้ย่อมบ่งบอกถึงสายตาอันเฉียบคมในการคัดกรองสตาร์ทอัพของนักการเงินผู้คร่ำหวอดในวงการได้เป็นอย่างดี

เขาศึกษาหาข้อมูลของสตาร์ทอัพในต่างประเทศอยู่เสมอ เพราะช่วยให้ทราบถึงความก้าวหน้า เมื่อเวลาผ่านไป 1-2 ปี สตาร์ทอัพในประเทศไทยจะกลายเป็นเรื่องล้าสมัยหรือไม่

เขาออกเดินทางไปประเทศอิสราเอลซึ่งเป็นอันดับต้นของโลกเรื่องสตาร์ทอัพ เพื่อหาข้อมูลเกี่ยวกับสตาร์ทอัพหลายด้าน ทั้งด้านการแพทย์ ระบบรักษาความปลอดภัยของข้อมูล ฟินเทค การปล่อยกู้ และคุยกับ VC อันดับต้นของอิสราเอล 2-3 ราย และยังเป็นการเดินทางเพื่อออกสำรวจ ทำความเข้าใจตัวเองด้วยว่าเป็นนักลงทุนประเภทใด เพื่อให้การลงทุนเกิดมูลค่าและธุรกิจเกิดการเติบโต

“บางคนอาจลงทุนแบบหว่าน ถ้ากิจการนั้นดีก็เติมเงินลงทุน หากไม่ดีก็ปล่อยให้ตายไป หรือการเป็น Angel ที่ลงทุนช่วงที่ธุรกิจเริ่มต้นไอเดีย อาจต้องลงทุนหว่านหลายราย รายละนิดหน่อยเพื่อเพิ่มโอกาสสำเร็จ ส่วน VC อาจเลือกลงทุนแบบเฉพาะเจาะจงมากกว่า”

แต่ละคนจึงมีสไตล์การลงทุนที่ต่างกันออกไป ในส่วนของก้องเกียรติรู้ตัวว่าไม่เหมาะกับ angel เพราะไม่ชอบติดตาม แต่ชอบเป็น VC ที่ลงทุนในสตาร์ทอัพ pre-series A หรือลงทุนใน series A ที่กิจการมีผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาด

“บางครั้งอาจเป็น series D ก็ได้ ผมยินดีปล่อยให้สตาร์ทอัพโตขึ้นมาอีกนิด เพื่อดูว่าไปรอดหรือไม่รอดก่อน ผมเลือกลงทุนช้า แพงขึ้น แต่โอกาสล้มเหลวน้อยกว่า”

การศึกษาหาข้อมูลนับเป็นก้าวแรกที่นักลงทุนควรจะมี ยิ่งเป็นการลงทุนในสตาร์ทอัพด้วยแล้ว หัวใจสำคัญคือการลงทุนในธุรกิจใหม่ด้วยการยื่นมาเข้าไปช่วยเหลือ ทั้งด้านเม็ดเงิน และการให้คำแนะนำในทางที่เหมาะสมว่าสตาร์ทอัพควรเดินไปแนวทางใดให้มูลค่าบริษัทเพิ่มขึ้นเมื่อถึงคราวที่ต้องระดมทุนในรอบต่อไป


อ้างอิง : Forbes Thailand