ทวิตเตอร์เปิดตัวเครื่องมือรายงานสแปม

ทวิตเตอร์เปิดตัวเครื่องมือรายงานสแปมใหม่ ที่สามารถระบุได้ลึกระดับที่ว่าถูกส่งมาจากแอคเคานท์ปลอมหรือไม่เลยทีเดียว

แทนที่จะทำได้แค่ปักธงบอกว่าโพสต์ใดเป็นสแปม ในเครื่องมือตัวใหม่จากทวิตเตอร์ เปิดช่องให้ผู้ใช้งานใส่รายละเอียดได้ว่า โพสต์ที่ผู้ใช้งานคิดว่าเป็นสแปมนั้น เป็นสแปมชนิดใด โดยเมื่อผู้ใช้เลือกไปที่ Report Tweet และเลือก “It’s suspicious or spam” จากเมนู จะพบว่า ทางทวิตเตอร์ได้เตรียมตัวเลือกไว้ให้ว่า สิ่งที่ผู้ใช้คิดว่าเป็นสแปมนั้น เป็นสแปมประเภทใด เช่น เป็นสแปมจากแอคเคานท์ปลอม, เป็นสแปมเพราะมีการโพสต์ลิงค์ไวรัส, เป็นสแปมเพราะมีการใช้แฮชแท็กที่ไม่เข้ากับเนื้อหา หรือเป็นสแปมเพราะมีการใช้ฟังก์ชันในการตอบกลับเพื่อส่งสแปมมาให้อีกทีหนึ่ง

ในจุดนี้ ทวิตเตอร์เผยว่า ผู้ส่งสแปมมักหันมาใช้เทคนิคดังกล่าว เช่น การใส่แฮชแท็กที่ไม่เกี่ยวกับเนื้อหา โดยอิงจาก Twitter Trends เพื่อหวังให้โพสต์ของตัวเองได้รับการเข้าถึงมากขึ้น อย่างไรก็ดี ผู้ใช้งานที่มีผู้ติดตามเป็นจำนวนมากบนทวิตเตอร์อย่างอีลอน มัสก์ ก็เคยพลาด และถูกทวิตเตอร์ล็อกแอคเคานท์มาแล้วเช่นกัน เมื่ออีลอน มัสก์เคยทวีตไปว่า ต้องการจะซื้อบิทคอยน์ไหม และทำให้ทวิตเตอร์คิดว่า แอคเคานท์ของเขาถูกแฮ็ก ระบบเลยจัดการล็อกการใช้งานเสียเลย

สำหรับจุดที่น่าสนใจมากที่สุดจากการปรับโฉมครั้งนี้ คือเรื่องของการรีพอร์ตแอคเคานท์ปลอม เนื่องจากที่ผ่านมา ทวิตเตอร์เป็นหนึ่งในแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียที่ต้องจัดการกับข่าวปลอมอย่างหนัก และพบว่ามีการสร้างแอคเคานท์ปลอมจำนวนมากบนทวิตเตอร์ โดยสื่อสหรัฐอเมริกาชี้ว่าเป็นความพยายามของรัสเซียในการโน้มน้าวความคิดทางการเมืองอเมริกันชน และทำให้เกิดความขัดแย้งภายในประเทศผ่านโซเชียลมีเดีย

ที่ผ่านมา ทวิตเตอร์มีการลบทวีตที่พิสูจน์ได้ว่าเป็นฝีมือบ็อทไปแล้วประมาณ 200,000 ครั้ง รวมถึงการลบแอคเคานท์ปลอมมากกว่า 70 ล้านแอคเคานท์ไปเมื่อช่วงเดือนพฤษภาคม – มิถุนายน ส่วนการเพิ่มฟีเจอร์ให้ผู้ใช้งานรีพอร์ตแอคเคานท์ปลอมนั้น ทวิตเตอร์แจงว่า จะทำให้กระบวนการรีพอร์ตมีความละเอียดขึ้น และทำให้บริษัทสามารถพิจารณาการลบสแปมได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยตอนนี้ฟีเจอร์ดังกล่าวใช้งานได้แล้วทั้งบนเว็บและบนอุปกรณ์โมบายล์ อย่างไรก็ดี สำหรับฟีเจอร์นี้ อาจมีคนมือบอนนึกสนุกรีพอร์ตแอคเคานท์ของผู้ใช้จริง ซึ่งยังไม่มีความชัดเจนว่า หากเกิดมีผู้ทำล้อเล่นเช่นนั้น ทวิตเตอร์จะพิจารณาหรือควบคุมอย่างไร

อ้างอิง: Techcrunch.com