เมื่อ “สิงคโปร์” ประกาศว่าจะเป็นฮับด้าน AgriTech & FoodTech ของเอเชีย

หลายคนอาจประหลาดใจกับการออกมาประกาศตัวสู่การเป็นศูนย์กลางของสตาร์ทอัพในด้านเทคโนโลยีการเกษตรและอาหาร (AgriTech & FoodTech) ของสิงคโปร์ในภูมิภาคเอเชีย เพราะสิงคโปร์คือประเทศเกาะที่มีพื้นที่เพียง 701 ตารางกิโลเมตร ใกล้เคียงกับขนาดของจังหวัดภูเก็ตเท่านั้น และในจำนวนนี้มีพื้นที่ทางการเกษตรประมาณ 13,000 ไร่ (ไม่ถึง 3% ของพื้นที่ทั้งหมด) ซึ่งถือเป็นข้อจำกัดอย่างมาก

การทำฟาร์มในสิงคโปร์ยังถูกจำกัดพื้นที่ตามนโยบายของรัฐบาล โดยเกษตรกรที่สิงคโปร์ต้องขอใบอนุญาตก่อนว่าจะปลูกพืชอะไร และหากต้องการปลูกหลายชนิดก็จะต้องขอใบอนุญาตหลาย ๆ ชุด ไม่นับรวมเรื่องภาษีที่ดิน และภาษีใบอนุญาตต่าง ๆ ที่ต้องจ่ายอยู่ทุกปี ฯลฯ ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ต้นทุนของผลผลิตสูงมาก ขณะที่การนำเข้าผลผลิตทางการเกษตรจากประเทศข้างเคียงทำได้สะดวกกว่า และมีราคาถูก

แม้จะเป็นประเทศที่มีข้อจำกัดด้านเกษตรกรรมพอสมควร แต่สิงคโปร์กลับได้รับความสนใจจากสตาร์ทอัพด้าน AgriTech ทั่วโลก รวมถึง Rethink Event บริษัทจัดอีเวนต์ด้านเกษตรและอาหารระดับโลก ที่ปกติแล้วจะจัดงานเพียงปีละ 2 ครั้ง ในประเทศสหรัฐอเมริกาและอังกฤษ แต่ล่าสุดทางผู้จัดงานเลือกมาเปิดตลาดด้านเกษตรและอาหารที่สิงคโปร์ ในงานสัมมนาชื่อ “Rethink Agri-Food Singapore Innovation Week” ไปเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2561 ที่ผ่านมา

โดยสิงคโปร์ได้สรุปสิ่งที่เป็นคำตอบของนโยบายดันประเทศสู่การเป็นศูนย์กลางด้าน AgriTech & FoodTech ได้อย่างน่าสนใจ นั่นคือประเทศที่จะทำเช่นนี้ได้ต้องมี ecosystem ที่ดี รัฐบาลมีนโยบายและการสนับสนุนที่ชัดเจน เห็นได้จากยุทธศาสตร์ที่สำคัญของสิงคโปร์ต่อเรื่องนี้ใน 3 ประเด็นหลัก ได้แก่

1) Indoor farming

2) Tropical aqua solution

3) Alternative feed product

ปัจจุบัน บริษัทเอกชนที่ประสบความสำเร็จในการทำการบ่มเพาะและเร่งสร้าง AgriTech startup จากประเทศต่าง ๆ เช่น ออสเตรเลีย อิสราเอล กำลังตัดสินใจเลือกสิงคโปร์เป็นศูนย์กลางในการทำการบ่มเพาะแห่งใหม่ในภูมิภาคนี้ เนื่องจากรัฐบาลมีนโยบายสนับสนุนและเปิดโอกาสเข้าไปร่วมกำหนดนโยบาย เพื่อร่วมสร้าง ecoSystem ได้อย่างเหมาะสม ตลอดจนมีแนวทางด้านการลงทุนที่ชัดเจน

ส่วนสาเหตุที่ต้องมีการวางแผนลงทุนให้รอบคอบก่อนตัดสินใจนั้น เพราะเราปฏิเสธไม่ได้ว่า การสร้างสตาร์ทอัพด้าน AgriTech นั้นใช้เวลานาน (5-10 ปี) กว่าจะคืนทุน อีกทั้งยังไม่สามารถสเกลได้ดังใจเหมือนกลุ่ม Tech Startup ประกอบกับเทคโนโลยีที่ใช้อยู่ในกลุ่ม DeepTech ซึ่งต้องเชื่อมโยงกับอีกหลายศาสตร์ และต้องทำงานร่วมกับนักลงทุน กลุ่มทุนมากมาย ความยุ่งยากเหล่านี้จึงต้องอาศัยการบริหารจัดการที่ดีมากพอสมควร

อีกหนึ่งศักยภาพของสิงคโปร์ก็คือ Upgrown Farming Co. ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาด้านเกษตรกรรมและพัฒนาโซลูชั่นด้านเทคโนโลยีขายให้กับบริษัทอื่น ๆ ซึ่งวิธีการทำงานของบริษัทจะคิดจากปัญหาและความต้องการของลูกค้า จากนั้นค่อยหาเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์เข้ามาใช้งาน ซึ่งบริษัทสามารถออกแบบ business model และทำตลาดให้อีกด้วย จึงเป็นบริการครบวงจรทำให้ลูกค้าสามารถเริ่มต้นธุรกิจได้ทันที

ปัจจุบัน Upgrown Farming Co. มีลูกค้าจากหลากหลายประเทศ ทั้งจีน เกาหลี ออสเตรเลีย สหรัฐอเมริกา เวียดนาม ฯลฯ

สำหรับประเทศไทยที่มีทรัพยากรและเกษตรกรมากกว่า 25 ล้านคนนั้น สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) โดยศูนย์สร้างสรรค์ธุรกิจนวัตกรรมการเกษตร จะทำหน้าที่เป็นผู้เชื่อมประสาน (system integrator) กับทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อเร่งให้เกิดระบบนิเวศที่เอื้อต่อการสร้างสตาร์ทอัพด้านการเกษตรที่เหมาะสมสำหรับประเทศไทยต่อไป และจะมีการนำรูปแบบการดำเนินงานของสตาร์ทอัพด้านการเกษตร เช่น อิสราเอล เนเธอร์แลนด์ บราซิล อาร์เจนตินา มาเผยแพร่ให้ความรู้แก่ประเทศไทยด้วย

ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นว่า AgriTech เป็นหนึ่งในสตาร์ทอัพแห่งความหวัง เพราะหากประสบความสำเร็จ ก็จะช่วยให้เกิดเกษตรกรรมแนวใหม่ที่มีต้นทุนในการผลิตน้อยลง มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น และทำให้อาชีพเกษตรกรไม่ยากจน